ฤาษี พ่อแก่ ๓



ภารตมุนี - ฤาษี มีหลายแบบครับ ส่วนมานิยมลายหน้าทองครับ มีสีอื่นๆเช่นแดงลิ้นจี่ เนื้อ จันทร์ เป็นบรมครูแห่งนาฏศิลป์เป็นผู้แต่งคัมภีร์ภรตนาฏศาสตร์เป็นผู้จดจำท่ารำจากพระพรหมนำไปสอนโอรสทั้ง๑๐๐คนเพื่อให้ไปเผยแพร่ยังโลกมนุษย์ ใช้ครอบครูวันไหว้ครูไม่ว่าครูโขน ครูละคร หรือไหว้ครูทั่วๆไป

 ตำนานการฟ้อนรำของอินเดียตามที่ปรากฏใน "โกยิ่ลปุราณะ" ฉบับอินเดียได้กล่าวไว้ว่า ในกาลหนึ่ง ฤๅษีกลุ่มหนึ่งที่ตั้งอาศรมบำเพ็ญพรตอยู่กับภรรยาในป่า "ตาระคา" ฤๅษีพวกนี้ประพฤติผิดบุตรธิดา ภรรยา และสามีของกันและกัน ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนเทวบัญญัติ ร้อนถึงพระอิศวรต้องชวนพระนารายณ์ลงมาปราบ พระอิศวร ทรงแปลงพระองค์เป็นโยคีหนุ่มรูปงาม พระนารายณ์ทรงแปลงพระองค์เป็นสาวแสนสวยภรรยาของโยคีหนุ่ม ทั้งนี้เพื่อล่อให้พวกฤๅษีและภรรยาเกิดความหลงใหล ในความงามด้วยอำนาจราคะจริต จนเกิดทะเลาะวิวาท แย่งชิงกันในหมู่ฤๅษีและภรรยานั่นเอง แต่พระเป็นเจ้าทั้งสองไม่ปลงใจด้วย เมื่อพวกฤๅษีและภรรยาไม่ประสบความสำเร็จ จึงบันดาลโทสะกล่าวคำสาปพระเป็นเจ้าทั้งสอง แต่พระองค์ หาได้รับอันตรายแต่อย่างใด พวกฤๅษีจึงเนรมิตเสือขึ้นเพื่อจะฆ่าโยคีปลอมและภรรยาให้ตาย พระอิศวรฆ่าเสือแล้ว ถลกหนังมาทำเครื่องฉลองพระองค์เสีย พวกฤๅษีพากันเนรมิตพญานาคขึ้นอีก เพื่อพ่นพิษใส่โยคีหนุ่มและภรรยา พระอิศวร ทรงจับพญานาคนั้นมาพันเป็นสังวาลย์ประดับพระองค์ ต่อจากนั้นทรงกระทำปาฏิหาริย์ ด้วยการเต้นรำอยู่ไปมา แต่พวกฤๅษียังไม่สิ้นฤทธิ์ เนรมิตยักษ์ค่อมมีกายสีดำสนิทขึ้น ตนหนึ่งชื่อ "อสูรมูยะละคะ" พระอิศวรเห็นดังนั้น จึงใช้พระบาทขวาเหยียบยักษ์ มูยะละคะจนหลังหักแล้วทรงฟ้อนรำอยู่บนหลังยักษ์ตนนั้นต่อไป จนหมดกระบวน ฟ้อนรำ ฤๅษีเห็นกาลเปลี่ยนเป็นดังนี้ก็สิ้นทิฐิ ยอมรับผิด ทูลขอขมาโทษ และให้ สัญญาว่าจะปฏิบัติตนอยู่ในเทวบัญญัติอย่างเคร่งครัดต่อไป

    ต่อมาพญาอนันตนาคราช ซึ่งเป็นบัลลังก์นาคของพระนารายณ์ ได้ทรงฟัง พระนารายณ์ทรงเล่าถึงการฟ้อนรำของพระอิศวรที่ป่า "ตะระคา" มีประสงค์ดูการ ฟ้อนรำของพระอิศวรบ้าง พระนารายณ์ทรงแนะนำให้พญาอนันตนาคราชบำเพ็ญพรต บูชาพระอิศวรเพื่อขอพรพญาอนันตนาคราชก็กระทำตามและเมื่อพบพระอิศวรก็ทูล ขอดูการฟ้อนรำ พระอิศวรทรงรับว่าจะลงมาฟ้อนรำให้ดูในมนุษย์โลก ณ ตำบล "จิทัมพรัม" ครั้นถึงกำหนด พระอิศวรก็เสด็จลงมายัง "ติลไล" หรือตำบลจิทัมพรัม ( ในแคว้นมัทราส ) ทรงเนริต "นฤตสภา" ขึ้นแล้วทรงฟ้อนรำตามที่ทรง ประทานสัญญาแก่พญาอนันตนาคราชอีกวาระหนึ่ง

    ในกาลสมัยต่อมา พระอิศวรมีพระประสงค์ที่จะแสดงการฟ้อนรำให้ปรากฏเป็นแบบฉบับตามคำทูลขอของ พระภรตมุนี ซึ่งเป็นผู้ได้รับพระบัญชามาจากพระพรหม ให้เป็นผู้รวบรวมตำราการฟ้อนขึ้น ในครั้งนี้พระอิศวรทูลเชิญพระอุมาเป็นประธาน เสด็จประทับเหนือสุวรรณบัลลังก์ ให้พระสุรัสวดีดีดพิณ พระอินทร์เป่าขลุ่ย พระพรหมตีฉิ่ง พระลักษมีขับร้อง และพระนารายณ์ตีโทน และพระอิศวรทรงฟ้อนรำ พระภรตมุนีทรงบันทึกท่าฟ้อนรำของพระอิศวรไว้ทุก กระบวนท่ารำเพื่อเป็นตำราการ ฟ้อนรำแก่มนุษย์สืบไป 

    จากตำนานที่กล่าวนี้ จะเห็นได้ว่าพระอิศวรทรงเป็นผู้...วชาญการฟ้อนรำ เป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ชาวอินเดียจึงนับถือพระอิศวรว่าทรงเป็น "นาฏราช" ในประเทศอินเดีย ที่เมืองจิทัมพรัม (ห่างจากเมืองมัทราส (อินเดีย) ราว ๑๕๐ ไมล์ ) มีเทวาลัยแห่งหนึ่งชื่อ "จิทัมพรัม" แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "เทวาลัยศิวะนาฏราช" สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๑๘๐๐ ภายในช่องทางที่เดินเข้าสู่ตัว เทวาลัยชั้นใน มีภาพแกะสลักหินเป็นรูปตัวระบำผู้หญิงแสดงท่ารำต่าง ๆ ๑๐๘ ท่า ท่ารำต่าง ๆ เหล่านี้ตรงกันกับที่กล่าวไว้ในตำรา "นาฏยศาสตร์" ซึ่งรจนาโดย พระภรตมุนี ท่าฟ้อนรำเหล่านี้เป็นท่ารำที่นาฏศิลปอินเดียใช้เป็นแบบฉบับในการฟ้อนรำ 

    การฟ้อนรำตามภาพแกะสลักท่ารำที่เทวาลัยศิวะนาฏราชนี้ เป็นที่นิยมแพร่หลายทั่ว ประเทศอินเดีย และโดยนัยนี้ก็ยังเผยแพร่ไปยังประเทศต่าง ๆ ในภาคพื้นเอเชีย อาคเนย์ จนเข้ามาในประเทศไทย ท่านผู้ทรงวิทยาคุณทั้งหลายได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า ท่ารำชุดนี้เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะในปี พ.ศ. ๑๘๐๐ ที่สร้างเทวาลัย ศิวนาฏราช ไทยเราเพิ่งตั้งกรุงสุโขทัย ท่ารำที่ไทยได้ดัดแปลงจากอินเดียในครั้งนั้น ต้องเป็นท่ารำประดิษฐ์โดยนักปราชญ์สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมารุ่นกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้แก้ไขปรับปรุงหรือประดิษฐ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท่ารำของไทยจึงดูห่างไกลจากอินเดีย ดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งถ้าเราเทียบท่ารำของพระอิศวร ทั้ง ๑๐๘ ท่า ตามที่พระ ภรตมุนีรวบรวมไว้ในตำรานาฏยศาสตร์ กับท่ารำแม่บทของไทยแล้ว มีคล้ายคลึงกัน มากที่สุด ๒ ท่า คือ ท่ากินนรเลียบถ้ำ และ ท่าแมงมุมชักใย ทั้ง ๒ ท่าของแม่บทไทย เทียบได้ใกล้เคียงกับ ท่าลตาวฤศจิก และ ท่าคงคาอวตาร ส่วนท่าอื่น ๆ ผิดเพี้ยน กันมาก อย่างไรก็ดี ไทยเรายังสำนึกในพระคุณของพระภรตมุนีว่า เป็นครู เป็นบุพการี จึงประดิษฐ์หัวโขนเป็นลักษณะหัวฤๅษีมีอาการยิ้มอย่างเมตตาไว้บูชา ในฐานะเป็น สัญลักษณ์ของครูแห่งนาฏกร ซึ่งผู้ร่ำเรียนวิชานี้ต้องครอบจากหัวฤๅษีนี้ทุกคน แสดงถึงความศรัทธาอย่างจริงจังต่อพระภรตมุนี

-------------------------------------------------------------------------

พระฤาษีโคดมผู้มีอายุยาวนานถึง 2 หมื่นปี

          เป็นพระฤาษีที่มีตบะแก่กล้าจนสามารถมีอายุยืนนานผิดคนธรรมดา แต่เดิมพระฤาษีโคดมผู้นี้เป็นกษํตริย์ครองนครสาเกต ได้เห็นวิถีชีวิต พิจารณาจนเห็นทุกข์ในวัฏฏสงสาร ที่สุดเกิดเบื่อหน่ายในราชสมบัติอันเป็นเรื่องทางโลกีย์วิสัยไม่มีทางพ้นทุกข์ ต้องมีแต่ความวุ่นวายอยู่เป็นนิจ จึงได้ออกบวชบำเพ็ญเพียรจนบรรลุฌานชั้นต่างๆ ได้ฌานสมาบัติชั้นสูงเข้าฌานได้นานนับปีโดยไม่เคลื่อนกาย สามารถเสพอากาศธาตุเป็นอาหาร การทำฌานเป็นเวลานานของพระฤาษีโคดมนี้ทำให้ปล่อยร่างกายจนมีนวดเครายาวรุงรัง จนกระทั่งมีนกกระจาบมาทำรังอาศัยอยู่ในเครา
          วันหนึ่งนกกระจาบตัวผู้บินไปเคล้าเกสรบัวจนค่ำ ดอกบัวหุบต้องค้างคืนในดอกบัว นางนกตัวเมียโกรธเข้าใจผิดคิดว่าผัวนอกใจตนจึงทะเลาะกัน นกตัวผู้กล่าวว่า "ถ้าจนไม่ซื่อสัตย์ขอให้บาปฤาษีโคดมจงมาตกอยู่กับตน"
         พระฤาษีโคดมผู้บรรลุฌานและมีญาณหยั่งรู้ จนสามารถเข้าใจสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายส่งภาษากันก็เข้าใจในสิ่งที่นกกระจาบพูดทุกประการ จึงสงสัยว่าเราบวชมาตั้งหมื่นปีเหตุใดจึงมีบาปอยู่กับตัว จึงถามนกไป นกก็เลยตอบว่าเป็นเพราะฤาษีไม่มีลูกสืบสกุลเป็นเหตุให้บาป พระฤาษีโคดมจึงก่อกองไฟชุบหญิงนางหนึ่งขึ้นมาจากกองไฟนั้น นามว่า "กาลอัจนา" แล้วสมสู่กับนางจนได้บุตรสาวนามว่า "สวาหะ"
         ต่อมาพระอินทร์กับพระอาทิพตย์ต้องการจะสร้างทหารให้แก่พระราม จึงลอบมาเป็นชู้กับนางกาลอัจนา จนเกิดบุตรคือพาลี (ลูกพระอินทร์) สุครีพ (ลูกพระอาทิตย์) พระฤาษีโคดมก็เลี้ยงดูด้วยเข้าใจว่าเป็นลูกตน
         วันหนึ่งพาลูกทั้งสามไปอาบน้ำ โดยอุ้มพาลี สุครีพ ส่วนนางสวาหะให้เดินไป นางกาลอัจนาผู้เป็นภรรยาจึงต่อว่า "ลูกคนอื่นอุ้มชูอย่างดี ลูกตนให้เดินดิน" ฤาษีโคดมได้ฟังดังนั้นจึงเกิดความแคลงใจ จึงอธิษฐานโยนลูกทั้งสามลงน้ำไป ใครเป็นลูกตนให้ว่ายน้ำกลับมา ถ้าใครไม่ใช่ให้กลายเป็นลิงไป
         ด้วยเหตุนี้พาลีและสุครีพ จึงกลายเป็นลิง พระอินทร์และ พระอาทิตย์ผู้เปนพ่อที่แท้จริง จึงมาเนรมิตเมืองใหม่ให้นามว่า "นครขีดขิน"
         เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า พระฤาษีโคดมมีฤทธิ์แก่กล้าหาได้ด้อยกว่า พระฤาษีตนใดไม่ เพราะด้วยอำนาจแรงฌานสมาบัติทำให้อายุยาวนานนับหมื่นปี มีญาณหยั่รู้ภาษาสัตว์ชนิดต่างๆ ซ้ำยังมีวิชาชุบคนขึ้นมาจากกองไฟ ทั้งยังมีวาจาสิทธิ์อธิษฐานให้เกิดผลทันตาเห็นอย่างตอนที่โยนลูกทั้งสามลงน้ำ พระฤาษีโคดมผู้นี้จึงเป็นพระฤาษีที่มีฤทธิ์เป็นที่นับถือย่างมากในเรื่องรามเกียรติ์ -
------------------------------------------------------------------------------

ประวัติท่านโดยย่อครับ
พระฤาษีกไลโกฏ เป็นบุตรของพระมุนีอิสีสิงค์ เมื่อก่อนท่านมีหน้าเป็นมนุษย์ปกติ ท่านได้บำเพ็ญพรตอยู่ในป่า เมืองพัทวิสัย 
บำเพ็ญพรตมานาน ไม่เคยเห็นมนุษย์มาก่อน บิดาที่เป็นทั้งพ่อและอาจารย์ได้สั่งตักเตือนกับพระฤาษีกไลโกฏ
ว่า "อย่าจับต้องสัตว์เขาอ่อน สัตว์ที่มีเขาอยู่บนอก" ท่านบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า จนฝนตกต้องไม่ตรงฤดูกาลถึง ๓ ปี 
ร้อนไปถึงท่านเจ้าเมืองท้าวโรมพัตตัน จึงได้ให้พระธิดาชื่อ นางอรุณวดี ไปทำลายตบะโดยการกอด ลูบไล้ 
พระฤาษีกไลโกฏ ลืมคำบิดาได้เผลอจับอกนางอรุณวดี ท่านติดใจในกามรสจึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองพัทวิสัยกับชายา 
หลังจากนั้นฝนก็ตกต้องตามฤดูกาลและหน้าท่านก็กลายเป็นหน้าเนื้อ
เหมือนกับที่เห็นในรูปเคารพในปัจจุบัน

ไม่เคยเห็นรูปสตรี มีความสงสัยก็พิศดู
เห็นเขาติดอกเคร่งครัด ดังปทุมตูมเต่งทั้งคู่
สัตว์นี้เป็นไฉนจึงไคร่รู้ เข้าประคองตองเต้าสุมนณฑา
กายาแนบเนื้อดวงสมร ให้เกิดประดิพัทธ์อาวรณ์ 
ถึงไม่มีผู้สอนก็เป็นไป .............................

        พระฤาษีองค์นี้มีลักษณะพิเศษคือ เป็นพระฤาษีหน้าเนื้อ นับเป็นมหาฤาษีผู้ทรงตบะสูงส่งท่านหนึ่ง ท่านมีนามในตำราต่างๆ ว่า พระฤาษีฤษยะสฤงค์ หรือ พระฤาษีอิสีสิงค์   ตามตำราว่าเป็นบุตรของ พระฤาษีพิภาณฑกมุนี และเป็นหลานของ พระฤาษีกาศยปมุนีซึ่งเป็นหนึ่งในฤาษีที่ทำพิธีอัศวเมธ เพราะฉะนั้นจึงเรียกได้ว่าพระฤาษีกไลยโกฏิองค์นี้สืบเชื้อสายมาจากตระกูลฤาษีโดยแท้
         พระฤาษีกไลยโกฏิเกิดในป่าศาลวัน แคว้นองคราษฎร์ ซึ่งอยู่ในเขตเมืองพัทวิสัยของท้าวโรมพัตตัน (บางตำราว่า ท้าวโลมบาท) ผู้เป็นบิดาสั่งสอนไว้ว่าให้ระวังวัวเขาอ่อน มันมีเขาขึ้นบนอก เขามันแปลกเพราะว่าแทนที่จะแข็งกลับนิ่ม พูดง่ายๆ ก็คือ ให้ระวังผู้หญิง แต่พูดเป็นปริศนาธรรมไปหน่อย พระฤาษีกไลยโกฎิเกิดในป่าโตในป่า ไม่เคยเห็นเพศตรงข้าม จึงไม่เข้าใจว่าเป็นอะไร ก็ได้แต่บำเพ็ญเพียรภาวนาจนบรรลุฌานสมาบัติตามลำดับ
         พระฤาษีกไลยโกฎิสามารถนั่งนิ่งไม่ขยับกาย จิตดิ่งอยู่ในฌานเช่นนั้นโดยไม่ต้องกินข้าว ไม่ต้องกินน้ำ ก็สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจจิตที่มีพลังงานมหาศาล จนได้ฌานสมาบัติสูงมาก มีอานุภาพดุจพระอาทิตย์นับพันดวง แต่การบำเพ็ญตบะฌานอันสูงส่งนี้กลับก่อความเดือดร้อนแก่เมืองพัทวิสัย เพราะด้วยเดชความแรงกล้าของฌานสมาบัติ ซึ่งมีอานุภาพดุจพระอาทิตย์นับพันดวงนั่นเอง ทำให้บ้านเมืองที่พระฤาษีกไลยโกฎเข้าฌานนั้นเกิดวิปริต ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลถึง ๓ ปี เกิดความแห้งแล้ง และเดือดร้อนไปทั่ว
       ท้าวโรมพัตตันตั้งพิธีบวงสรวงเทวดาถึงเจ็ดเดือนเจ็ดวัน ฝนก็ยังไม่ตก จึงให้โหรหลวงทำนาย (บางตำราว่าได้ข่าวจากนายวันจรกพรานป่า) ทรงทราบว่า เหตุที่ทำให้ฝนแล้งอยู่เป็นปีๆ นี้ ก็เพราะตบะฌานของพระฤาษีกไลยโกฎินั่นเอง คือในอินเดียสมัยโบราณนี่นะครับ  ถ้าปีไหนเกิดแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เขาจะลงความเห็นว่าเกิดจากฤาษีตนใดตนหนึ่งบำเพ็ญตบะเข้มเกินไป จนเกิดเตโชธาตุออกมาเผาผลาญให้อากาศร้อนไปหมด จึงต้องหาทางทำลายตบะฤาษีตนนั้นให้แตก ฝนจะได้ตกตามปกติ
      ท้าวโรมพัตตันจึงเสด็จไปยังป่าศาลวัน สั่งให้ทหารปลูกพลับพลาให้เป็นที่อยู่ของพระธิดาที่งดงามที่สุด คือ พระนางศานตา หรือ พระนางอรุณวดี แล้วส่งพวกนางโลมไปหลอกล่อพระฤาษีกไลยโกฏิออกมายังพลับพลาของพระนางศานตา 
      แต่บางตำราว่า พระนางศานตาเข้าไปถึงอาศรมของพระฤาษีด้วยตนเองครับ เมื่อเห็นท่านนั่งนิ่งเข้าฌานอยู่ก็บีบนวดเคล้าคลึง เอาน้ำผึ้งไปทาริมฝีปาก เมื่อกระทำมากเข้าพระฤาษีกไลยโกฎิก็ออกจากฌานสมาบัติ ลืมตาดู เมื่อเห็นเจ้าหญิงผู้เลอโฉม และได้รับการนวดการสัมผัสบีบคลำ ตัณหาภายในใจก็ฟุ้งขึ้น ที่สุดตบะเดชะที่บำเพ็ญไว้ก็เสื่อม ทำให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารก็กลับอุดมสมบูรณ์
      ท้าวโรมพัดตัน ได้กล่าวกับพระฤาษีกไลยโกฏิว่า การเสียตบะฌานอันแรงกล้าของพระฤาษี กลับกลายเป็นการ“ช่วยชีวาสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งอุปัทวันอันตราย จะหายด้วยบุญพระอาจารย์” และได้ยกพระราชธิดาให้ รวมทั้งได้อัญเชิญพระฤาษีให้ออกจากป่าเข้าสู่เมืองพัทวิสัยของพระองค์ ให้เข้าไปอยู่ในพระราชฐาน โดยถวายปราสาทหลังหนึ่ง พระฤาษีกไลยโกฏิก็ได้อยู่ในมหาปราสาทนั้นต่อมาด้วยความผาสุก
     แต่ในอีกตำนานหนึ่งเล่าแตกต่างออกไปว่า เมื่อพระฤาษีกไลยโกฎิล่วงรู้ความจริงว่าท้าวโรมพัตตันส่งพระธิดามาทำลายตบะแล้ว ก็หนีหายเข้าไปในป่าลึกไปบำเพ็ญตบะใหม่ จนมีฤทธิ์กล้าเหมือนเดิม และเลิกสนใจในอิสตรีแต่นั้นมา เพราะล่วงรู้ถึงพิษสงที่โดนเข้าแล้วเป็นอย่างดีครับ

----------------------------------------------------------

 


บทความแนะนำ

รวมบทความ

แปลภาษา
ติดตามข่าวสาร
ติดตามข่าวสารที่ทวิสเตอร์  Page Ranking Tool