ผี๓๒


ผี แหล่งข้อมูล http://www.mu7club.com โดย (88RiDeR88) 

32 ผี กับพื้นฐานทางความเชื่อของคนไทย “ผี” คืออะไร?
ใน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หน้า 735 อธิบายเอาไว้ว่า ผี น. สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและร้าย 
ในปทานุกรมนักเรียน(ฉบับปรับปรุงใหม่) ของ เปลื้อง ณ นคร ปี พ.ศ. 2535 หน้า 206 ได้อธิบายความหมายของคำว่า “ผี” เอาไว้ว่า ผี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ อาจให้คุณหรือให้โทษได้ 
ใน หนังสือเรื่อง คติชาวบ้านไทย ของ เจือ สตะเวทิน ไม่ระบุปีที่พิมพ์ หน้า 8-9 ได้อธิบายความหมายของคำว่า “ผี” เอาไว้ว่า ผีนั้นมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งที่ให้คุณและให้โทษ ผีที่ให้คุณก็ยกย่องบูชาและเซ่นไหว้ ส่วนผีที่ให้โทษเราก็มีวิธีเซ่นไหว้ขอไม่ให้ทำอันตราย.
       จากทรรศนะของนักวิชาการที่ได้กล่าวมาข้างต้นจึงพอที่จะสรุปได้ว่า ผี หมายถึง สิ่งที่มนุษย์เชื่อกันว่าเป็นสิ่งลึกลับ มองไม่เห็น ผีที่ให้คุณคนเราก็ยกย่อง ส่วนผีที่ให้โทษคนเราก็จัดแจงเซ่นสรวงมิให้ทำอันตราย เป็นต้น
       เชื่อ กันว่า “ผี” มีอยู่ในความเชื่อของคนในทุกชาติทุกภาษา สมัยที่ผู้เขียนยังศึกษาเล่าเรียนอยู่นั้นผู้เขียนพอที่จะรู้จักเพื่อนๆชาว ต่างชาติต่างภาษาที่เข้ามาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกันอยู่หลายคน ครั้งนานๆทีได้เข้ามานั่งล้อมวงในหอสมุดก็มักขุดเอาเรื่องของแต่ละคนแต่ละ ประเทศเอามาพูดเอามาคุยกันประมาณว่าแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน พูดกันไปพูดกันมาเลยทำให้รู้ว่าแต่ละคนนี่ชอบดูหนังผีกันมาก คราวนี้แหล่ะที่แต่ละคนเริ่มสาธยายถึงความ “ดุ” ของผีในแต่ละชาติให้ได้รู้กัน ไล่กันไปตั้งแต่ ผีเกาหลีใต้ ผีฮอลแลนด์ ผีเยอรมัน จนไปสุดที่ผีญี่ปุ่น พอเล่าจบนี่ทุกคนหันมามองที่ผู้เขียนเป็นทิศทางเดียว หลายคนอยากจะรู้เกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องของผีไทยครับ เลยรบเร้าให้ผมลองเล่าให้ฟังเสียสักหน่อย ประมาณว่าผู้เขียนเองก็ไม่อยากที่จะให้ผีไทยเราเสียหน้าเลยพยายามขุดเอามา จากความทรงจำส่วนหนึ่งเก็บเอามาเล่าให้เพื่อนๆชาวต่างชาติได้รู้จักกับผีไทย ดังนี้คือ


1.นางตะเคียน  นาง ตะเคียน หรือ พรายตะเคียน เชื่อกันว่าเป็นผีผู้หญิงอยู่ประจำต้นตะเคียนใหญ่ คนไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมนำต้นตะเคียนมาสร้างบ้านเพราะเชื่อกันว่ามีผีประจำ อยู่ในต้นไม้ คนไทยหลายคนเชื่อกันว่าผีนางตะเคียนนั้นดุร้ายขนาดกินคนได้เลย นางตะเคียนเป็นผีตามตำนานพื้นบ้านไทย เป็นผีผู้หญิงจำพวกรุกขเทวดา สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียนบริเวณผืนป่าที่ผีนางตะเคียนสิงสู่อยู่จะสะอาดสะอ้านเหมือนมีคนมาปัดกวาดอยู่เสมอๆ  นางตะเคียนมักมีรูปร่างหน้าตาสะสวย หมดจดงดงาม ผมยาว ห่มสไบ ใส่ผ้าถุง บางที่ก็ว่าแต่งตัวเหมือนสาวบ้านป่าทั่ว ๆ ไป ผีนางตะเคียนมักจะเป็นจำพวกหวงที่อยู่ และจะดุร้ายมากหากใครคิดจะรุกรานที่อยู่ของตน ผู้คนที่มีความเชื่อเรื่องนี้ มักเชื่อว่าต้นตะเคียนมักมีผีนางตะเคียนสิงอยู่ การจะนำเอาต้นตะเคียนมาขุดเป็นเรือ (เรือสมัยก่อนใช้วิธีขุดขึ้นจากต้นไม้ทั้งต้น) หรือนำไม้ตะเคียนมาสร้างบ้าน จำเป็นจะต้องทำพิธีบวงสรวงขออนุญาตจากนางตะเคียนก่อน ทั้งนี้ เมื่อต้นตะเคียนที่ถูกนำมาแปรสภาพเป็นยานพาหนะ หรือสิ่งปลูกสร้างแล้ว นางตะเคียนที่สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียนนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงสถานะตามไปด้วย เช่น ถ้าเป็นเรือ นางตะเคียนก็จะกลายเป็นแม่ย่านางเรือ หรือ ถ้าเป็นบ้าน นางตะเคียนก็จะเป็น เจ้าที่ หรือ ผีบ้านผีเรือน


2.ผี กระหังคน ไทยหลายๆคนเชื่อกันว่าผีกระหังเป็นผีที่มีปีกบินไปไหนมาไหนได้ บ้างก็เชื่อกันว่าบางครั้งมันจะปรากฏอยู่ในรูปของสุนัขดำขนาดใหญ่ มีดวงตาเป็นสีแดงคล้ายดวงไฟ ผีกระหังมักชอบทำอันตรายคนที่เดินทางไปไหนมาไหนยามค่ำคืนโดยเฉพาะพวกที่ ขวัญอ่อน กระหัง หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า กระหาง เป็นผีตามวามเชื่อของนไทย เป็นผีผู้ชายคู่กับีกระสือ ซึ่งเป็นู้หญิง เชื่อกันว่าผู้ที่เป็นผีกระหังนั้น จะเป็นผู้ที่เล่นไสยศาสตร์ เมื่ออาคมแกร่งกล้าไม่สามารถควบคุมได้ก็จะเข้าตัว กลายเป็นผีกระหังไป ผีกระหัง จะบินได้ในเวลากลางคืน จะใช้กระด้งฝัดข้าวติดกับแขนแทนปีก และใช้สากตำข้าวหรือสากกระเบือผูกติดกับขา แทนหาง หรือขา ออกหากินของโสโครก เช่นเดียวกับ ผีกระสือ หรือผีโพง


3.ผีขโมด  โขมด [ขะ-โหฺมด] เป็นชนิดหนึ่ง มาจากภาษาเขมร"โขฺมจ" [โคมจ] แปลว่าผีทั่วไปเชื่อกัน ผีขโมดเป็นผีที่มีรูปร่างเป็นดวงไฟลอยล่องอยู่ในบริเวณแหล่งน้ำสกปรกใน ยามค่ำคืน คนไทยหลายคนเชื่อกันว่าผีขโมดจะไม่ทำอันตรายคน(ถ้าคนไม่ไปทำอันตรายมันก่อน )มีบ้างเป็นบางครั้งที่ผีขโมดเพียงแต่หลอกให้คนที่เดินทางในยามค่ำคืนเดิน หลงทางเล่น เป็นผีชนิดหนึ่งในพวกผีกระสือหรือผีโพง เห็นเป็นแสง เรืองวาวในเวลากลางคืน ทำให้หลงผิดนึกว่ามีคนถือไฟหรือจุดไฟอยู่ ข้างหน้า พอเข้าไปใกล้ก็หายไป ทางวิทยาศาสตร์ อธิบายว่า ได้แก่ แก๊สมีเทน (methane) ที่เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังของสารอินทรีย์แล้ว ติดไฟในอากาศ เป็นแสงวอบแวบในที่มืด


4.ชินเชื่อกันว่า ชินมีลักษณะเป็นดวงไฟเช่นเดียวกันกับผีขโมด แต่ชินมีลักษณะเป็นดวงไฟสีขาวขุ่น เป็นความเชื่อของชาวไทยภาคใต้บางกลุ่มว่า ชินเป็นเพียงดวงวิญญาณชั้นต่ำที่ได้แต่ล่องลอยอยู่บนต้นไม้ในป่าเท่านั้น แต่บางคนก็ว่าชินอาจนำพาเอาความไม่ดีเข้ามาสู่ตนได้หากชี้นิ้วไปทิศทางที่ มันอยู่


5.ผีพราย เชื่อกันว่า ผีพรายเป็นผีที่มีตัวตนที่อยู่ในน้ำ เช่น ในแม่น้ำ ลำคลองสายต่างๆในประเทศไทย โดยมากเชื่อว่ามีทั้งที่เป็นหญิงและชาย ผีพรายชอบฉุดดึงขาคนที่ไปเล่นน้ำให้เป็นตะคริว และจมน้ำตายในที่สุด เชื่อกันว่าที่ผีพรายทำเช่นนี้ก็เนื่องจากผีพรายต้องการเพื่อนไปอยู่ด้วย ดวงจิตวิญญาณนี้มักแสดงตนมีลักษณะเป็นผู้หญิงใส่เสื้อสีขาว เป็นดวงไฟเรืองแสง มักปรากฏตัวตอนเวลาหกโมงเช้า เที่ยงวัน หกโมงเย็น และเที่ยงคืน มักอยู่ในคลองหรือแม่น้ำที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด เมื่อจับเหยื่อได้จะเอาร่างเหยื่อที่ไร้วิญญาณเป็นร่างของตน ผีทะเลหรือผีน้ำก็จัดเป็นพรายด้วยเช่นกัน เช่น พรายทะเล พรายน้ำ


6.ผีหลังกลวง เชื่อ กันว่าผีหลังกลวงเป็นความเชื่อของชาวไทยภาคใต้มีลักษณะเป็นเหมือนกับคน ธรรมดาแบบเราๆท่านๆนี่แหล่ะ แต่มันไม่ชอบใส่เสื้อผ้า(ประมาณว่าใส่แต่กางเกงที่ขาดรุ่งริ่ง)และที่สำคัญ คือมันมีสันหลังที่กลวงโบ๋มีน้ำหนองไหลออกมาอย่างน่ากลัว ผีหลังกลวงชอบอาศัยอยู่ในแถบสถานที่ๆมีอากาศเย็นโดยเฉพาะในบริเวณน้ำตก ต่างๆของทางภาคใต้ เชื่อกันว่ามันชอบกินของดิบๆเป็นนิสัย ส่วนกรรมวิธีในการหลอกคนก็คือ มันจะหันหลังให้คนที่มันจะหลอกดู(หลายคนพอได้เห็นแล้วก็กลัวจนวิ่งหนีไปเลย ก็มี) แต่ผีหลังกลวงในบางพื้นที่ เช่น ที่จังหวัดพัทลุงนั้นมันมีวิธีหลอกโดยการเดินมาตอนกลางคืนแล้วอาสาว่าจะ ช่วยตำข้าวให้ พอเจ้าของบ้านเผลอมันจะฉวยโอกาสหักคอกับครกตำข้าว(คนพัทลุงในสมัยก่อนเลย ไม่ค่อยมีใครนิยมตำข้าวตอนเวลากลางคืน)


7.ผีตาโขน เชื่อ กันว่าผีตาโขนเป็นผีในความเชื่อของชาวไทยภาคอีสาน ส่วนสาเหตุที่มันได้ชื่อว่า “ผีตาโขน” นั้นก็สืบเนื่องมาจากในสมัยก่อนมีความเชื่อว่าเคยมีผีกลุ่มหนึ่งพยายามเดิน ตามพระเพื่อขอส่วนบุญ ประมาณว่าจะได้ใช้เอาไปเกิดในภพหน้าได้ ชาวบ้านมาเห็นก็เลยเรียกผีกลุ่มนั้นว่า “ผีตามคน” ภายหลังเรียกเพี้ยนไปเพี้ยนมาจนกลายมาเป็น “ผีตาโขน” ในที่สุด ผีตาโขนมีการจัดเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นในอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคอิสานของระเทศไทย เป็นเทศกาลที่เกิดขึ้นในเดือน 7 ซึ่งมักจัดมากกว่าสามวันในบางช่วงระหว่างเดือนมีนาคม และกรกฎาคม โดยจัดขึ้นในวันที่ได้รับเลือกให้จัดขึ้นในแต่ละปีโดยคนทรงประจำเมือง ซึ่งงานบุญประเพณีพื้นบ้านนี้มีชื่อเรียกว่า บุญหลวง



8.กุมารทอง เชื่อ กันว่า “กุมารทอง” เป็นผีเด็กที่ตายทั้งกลม คนมีอาคมแกร่งกล้านำเอาศพทารกออกมาโดยการผ่าท้อง แล้วนำไปผ่านกรรมวิธีทางไสยศาสตร์ เพื่อให้ผีเด็ก(ตนดังกล่าว)ตกอยู่ในความปกครองของตน เชื่อกันว่ากุมารทองเป็นผีเด็กที่มีฤทธิ์มากที่สุด ส่วนกุมารทองที่มีชื่อเสียงก็ อาทิ กุมารทองของ “ขุนแผน” ในเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เป็นต้น กุมารทอง เป็นความเชื่อทางไสยศาสตร์ของไทยเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ที่มาของกุมารทองมาจากการเลี้ยงภูตผีปีศาจไว้ใช้งาน โดยกุมารทองจะเป็นวิญญาณของเด็กผู้ชาย หากเป็นวิญญาณผู้หญิงที่คนเลี้ยงไว้จะเรียกว่า "โหงพราย" อีกด้านหนึ่งเชื่อกันว่า กุมารทองนั้นแรกเริ่มเดิมทีมาจากวิญญาณของเด็กที่ตายในท้องแม่หรือที่เรียกว่าตายทั้งกลม ผู้มีวิชาอาคมจะไปนำพาวิญญาณเด็กนั้นมาเลี้ยงไว้เป็นลูก จากหลักฐานที่พบในเอกสารโบราณระบุถึงการทำกุมารทองสรุปว่า ต้องหาศพที่ตายทั้งกลม แล้วประกอบพิธีกรรมผ่าเอาศพทารกในท้องนั้นมาย่างไฟให้แห้งสนิทก่อนรุ่งอรุณ แล้วจึงลงรักปิดทองให้ทั่ว ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่ากุมารทองต่อมาสภาพสังคมและวัฒนธรรมพัฒนาไปมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถสร้างกุมารทองจากศพทารกจริง ๆ ได้ จึงได้มีการดัดแปลงกรรมวิธีการสร้างกุมารทองขึ้น โดยใช้ดินเจ็ดป่าช้าบ้าง ไม้รักซ้อนหรือไม้มะยมบ้าง ไปจนถึงโลหะ มาสร้างเป็นรูปกุมาร แล้วปลุกเสกตั้งจิต ตั้งธาตุทั้ง 4 และเรียกอาการสามสิบสองให้บังเกิดเป็นจิตวิญญาณของเด็กขึ้นมา กุมารทองปัจจุบันนิยมสร้างเป็นรูปเด็ก ลักษณะเป็นเด็กไว้จุก นุ่งโจงกระเบนอย่างโบราณ กลายเป็นเครื่องรางของขลัง เชื่อกันว่าเสมือนมีวิญญาณเด็กอยู่ในรูปกุมารนั้น ผู้บูชาต้องเลี้ยงดูเหมือนลูกของตน ต้องให้ข้าวน้ำเซ่นสรวงและต้องเรียกให้กินข้าวด้วย กล่าวกันว่าหากปฏิบัติดูแลดีกุมารทองก็จะช่วยค้ำคูณ อาทิ ช่วยคุ้มครองป้องกันเจ้าของและครอบครัวจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย ช่วยให้ทำมาค้าขึ้น ไปจนถึงเตือนภัยล่วงหน้าอีกด้วย และจะคอยติดตามเฝ้าระวังบ้านเรือนจากโจรผู้ร้ายและศัตรูไม่ให้มากล้ำกราย ปัจจุบันผู้บูชานิยมไหว้ด้วยน้ำแดง


9.ผีห่า   เชื่อกันว่าผีห่าเป็นผีโบราณของไทยมีมากในภาคกลาง ไม่มีใครเคยเห็นหรือรู้ว่าผีห่ามันมีรูปร่างหรือหน้าตาเป็นเช่นไรรู้แต่เพียงว่าผีห่ามันชอบมาทางน้ำในคืนเดือนมืดเท่านั้น ยามใดก็ตามที่ผีห่าลงในหมู่บ้านคนจะตายเป็นเบือ(ตายมาก)และเรียกคนที่โดนผีห่ากินว่า “ตายห่า” หรือ “ห่าแดก” จนในที่สุดเราจึงรู้ว่า “ผีห่า” นั้นมันมีตัวตนอยู่ในน้ำจริงแต่มันเป็นเพียงเชื้อโรค หากไม่ดื่มกินมันลงไปก็ไม่เป็นไร ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาคำว่าผีห่าจึงหายไปกับกาลเวลา


10.แม่ซื้อ เชื่อ กันว่าแม่ซื้อเป็นผีผู้หญิงที่ชอบติดตามเด็กเกิดใหม่ บ้านไหนมีเด็กเกิดใหม่เชื่อกันว่ามักจะมีแม่ซื้อมาประจำ ณ ที่แห่งนั้นด้วยเสมอๆ บางบ้านเชื่อว่าเหตุที่เด็กทารกในบ้านของตนมักจะหัวเราะหรือดูยิ้มแย้มแจ่ม ใส บ้างก็ร้องห่มร้องไห้ในบางครั้งนั้นเชื่อกันว่ามาจากแม่ซื้อเฝ้าหยอกล้อกับ เด็กๆนั่นเอง แม่ซื้อจึงจัดเป็นผีดีที่ชอบหยอกล้อเด็กเล็กๆให้ไม่เหงายามอยู่คนเดียวตามความเชื่อ

ในภาคอีสานหรือภาคกลางก็ยังจัดทำพิธีแม่ซื้อ หรือพิธีการนำเด็กทารกมาใส่กระด้งร่อน เพื่อบอกกล่าวแก่ แม่ซื้อว่ามีคนรับลูกไปเลี้ยงแล้ว โดยกล่าวให้ทราบว่าว่า“สามวันลูกผี สี่วันลูกคน ลูกของใคร ใครเอาไปเน้อ”

ส่วนในภาคเหนือ “แม่ซื้อ” จะหมายถึงเทวดาที่คุ้มครองเด็กแรกเกิดหรือเป็นเทวดาประจำตัวทารก ซึ่งก็จะมี ๗ นาง แต่ละนางก็จะมีชื่อเรียกและการแต่งกายคล้ายกับทางภาคกลางที่กล่าวข้างต้น

สำหรับภาคใต้ “แม่ซื้อ” เป็นสิ่งเร้นลับที่อยู่ในความเชื่อของชาวบ้าน ไม่มีตัวตน จะมีฐานะเป็นเทวดาหรือภูตผีก็ไม่ปรากฏชัด ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของทารกตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ ๑๒ ขวบ มีด้วยกัน ๔ ตนเป็นผู้หญิงชื่อ ผุด ผัด พัดและผล

สำหรับภาคใต้ “แม่ซื้อ” เป็นสิ่งเร้นลับที่อยู่ในความเชื่อของชาวบ้าน ไม่มีตัวตน จะมีฐานะเป็นเทวดาหรือภูตผีก็ไม่ปรากฏชัด ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของทารกตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ ๑๒ ขวบ มีด้วยกัน ๔ ตนเป็นผู้หญิงชื่อ ผุด ผัด พัดและผล

แม่ซื้อ หมายถึง เทวดาหรือผีที่คอยดูแลรักษาเด็กทารก เชื่อว่าเด็กทุกคนที่เกิดมาต้องมีแม่ซื้อประจำวันเกิดคอยดูแล เพื่อปกปักรักษาไม่ให้เด็กเจ็บไข้ได้ป่วย ส่วนมากเป็นหญิง เชื่อว่ามี 7 ตนอยู่ประจำวันได้แก่

  • วันอาทิตย์ ชื่อว่า “วิจิตรมาวรรณ” มีหัวเป็นสิงห์ มีผิวกายสีแดง
  • วันจันทร์ ชื่อว่า “วรรณนงคราญ” มีหัวเป็นม้า มีผิวสีขาวนวล
  • วันอังคาร ชื่อว่า “ยักษบริสุทธิ์" มีหัวเป็นมหิงสา (ควาย) ผิวกายสีชมพู
  • วันพุธชื่อว่า ”สามลทัศ” มีหัวเป็นช้าง ผิวกายสีเขียว
  • วันพฤหัสบดี ชื่อว่า “กาโลทุกข์” มีหัวเป็นกวาง มีผิวกายสีเหลืองอ่อน
  • วันศุกร์ชื่อว่า “ยักษ์นงเยาว์” มีหัวเป็นโค ผิวกายสีฟ้าอ่อน
  • วันเสาร์ชื่อว่า “เอกาไลย์” มีหัวเป็นเสือ ผิวกายสีดำ ทุกตนทรงอาภรณ์ (เสื้อผ้า) สีทอง

 


11.แม่ บันได เชื่อ กันว่าที่บันไดทางขึ้นบ้านของคนไทยในสมัยก่อนนั้นมีผีประจำอยู่ เป็นผีผู้หญิงเรียกกันว่าแม่บันได ผีตนนี้มีหน้าที่ในการปกป้องบันไดในบ้านนั้นๆ มีคติความเชื่อของชาวไทยภาคกลางว่า “ห้ามเหยียบแม่บันไดยามเดินเข้าสู่เรือนชาน” เพราะเชื่อว่าหากเหยียบแม่บันไดแล้วจะก่อให้เกิดผลร้ายตามมา เป็นต้น


12.ลูกกรอก เชื่อกันว่าลูกกรอกเป็นผีเด็กเช่นเดียวกับกุมารทอง ความหมายของคำว่าลูกกรอกโดยแท้จริงแล้วในสมัยโบราณใช้เรียกเด็กที่ตายในท้องแม่ตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งแตกต่างจากกุมารทองที่ใช้เรียกเด็กที่เกิดมาก่อนแล้วถึงตาย ลูกกรอกที่ตายในท้องแม่นั้นเชื่อกันว่ามีศักดิเป็นเทพมาเกิด เพียงแต่ว่ายังมีกรรมติดตัวมาทำให้มาเกิดเวลานั้นยังไม่ได้ ลูกกรอกจะมีอวัยวะครบ 32 เหมือนกับคนโดยทั่วไปเพียงแต่ขนาดจะเล็กกว่าปรกติ เนื้อตัวจะแห้งเหี่ยวยุบลงไป (ความของคำว่า กรอก จริงที่แล้วคือ แห้ง ) เมื่อได้ลูกกรอกมาแล้วจะนิยมวางบนผ้าขาวใส่พานไว้ โดยนำดอกไม้ ของเล่น ขนมต่างๆมาบูชา เพราะเชื่อกันว่าจะปกปักคุ้มครองผู้เป็นพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูให้แคล้วคลาดจากอันตรายต่างๆ โชคลาภและเจริญรุ่งเรืองเงินทองอุดมสมบูรณ์


13.ผีแม่ม่าย เชื่อ กันว่าผีแม่ม่ายเป็นผีผู้หญิงที่มีผมยาวประบ่า รูปร่างหน้าตาสวยงาม ผีแม่ม่ายมักออกล่าเหยื่อในตอนกลางดึก(โดยเฉพาะชายหนุ่มในหมู่บ้าน) เชื่อกันว่าชายหนุ่มที่ถูกผีแม่ม่ายกินนั้นจะตายในลักษณะที่นอนหลับตาย เรียกกันว่า “ไหลตาย” ผีแม่ม่ายเป็นผีในความเชื่อของชาวไทยภาคอีสานโดยเชื่อกันว่ามีวิธีแก้ไม่ ให้ผีแม่ม่ายมากินชายหนุ่มดังนี้คือ นำรูป “ปลัดขิก” (ปลัดขิก มีลักษณะเป็นไม้แกะสลักรูปอวัยวะเพศชาย)มาห้อยคอ และนำมาวางเอาไว้ตรงประตูรั้วทางเข้าบ้านแล้วเชื่อกันว่าผีแม่ม่ายจะเข้ามา ไม่ได้


14.ผีปอบ เชื่อกันว่า เป็นผีที่ชอบกินตับไตไส้พุงของคน โดยการกินของผีปอบก็ด้วยวิธีการเข้าสิง จะสังเกตว่าคนที่โดนผีปอบสิงหรือกินนั้นจะมีลักษณะร่างกายที่ซูบผอม ตาขวาง ไม่กล้าสู้สายตาคน เชื่อกันว่าผีปอบกลัวใบหนาดมาก ในการไล่ผีปอบออกจากร่างคนที่ถูกสิงส่วนใหญ่จึงนิยมนำเอาใบหนาดมาเป็นส่วน หนึ่งในการไล่ด้วย


15.ผีกองกอย กองกอย ถือเป็นผีป่าหรือผีไพรชนิดหนึ่ง  กองกอยมักมีรูปร่างลักษณะเป็นผีขาเดียว ที่มีปากเป็นท่อเหมือนแมลงวัน เวลาที่เคลื่อนที่ไปไหนมาไหนก็มักจะกระโดดไปด้วยขาข้างเดียว พร้อมกับส่งเสียงร้องว่า ” กองกอย ๆ ” ซึ่งทำให้เป็นที่มาของชื่อเรียกที่ว่านี้นั่นเอง หลวงปู่แหวนสุจินโณอดีตเจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋ง จังหวัดเชียงใหม่ เคยเล่าว่า เมื่อครั้งท่านไปธุดงค์ในป่าดิบทึบในแขวงคำม่วน ประเทศลาวพร้อมกับหลวงปู่ตื้อ  อจลมโม ท่านทั้งสองได้เคยผจญกับฝูงผีกองกอยด้วยในเวลากลางคืน โดยผีกองกอยนี้มีรูปร่างเหมือนเด็กอายุประมาณ 13-14 ปี มีรูปร่างผอม แต่พุงป่อง ผิวคล้ำ ผมเผ้ารุงรัง จมูกบี้แบน มีอาวุธถือมาในมือคล้ายหน้าไม้หรือธนูอันเล็ก ๆ ส่งเสียงร้อง "ก๋อย ก๋อย ก๋อย" พยายามจะเข้ามาทำร้ายท่านทั้งสอง แต่ทว่าท่านได้นั่งสมาธิ และด้วยปาฏิหาริย์ พวกผีกองกอยไม่อาจทำอะไรท่านได้ และจนถึงรุ่งเช้า ผีกองกอยก็ยอมแพ้ และขอขมาท่าน และได้นิมนต์ท่านทั้งสองไปยังที่อาศัยของพวกตน ท่านจึงพบว่าแท้จริงแล้ว ผีกองกอยฝูงนี้คือ คนป่าเผ่าข่าระแด มีพฤติกรรมล่าและฆ่ามนุษย์ที่ล่วงล้ำถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกตน และเอาเนื้อมากินกัน



16.นางตานีเชื่อ กันว่านางตานีเป็นผีผู้หญิงที่สิงอยู่ในต้นกล้วยตานี ผีชนิดนี้นิยมชมชอบออกมาล่าชายหนุ่มไปทำสามีในยามค่ำคืน โดยหากใครก็ตามโดนเสน่ห์ผีนางตานีเข้า ชายหนุ่มผู้นั้นจะมีรูปร่างที่ซูบผอมลงๆจนแห้งตายไปในที่สุด
โดยเหตุที่พรายนางตานีเป็นผี ชาวบ้านจึงไม่กล้าปลูกกล้วยตานีไว้ใกล้เรือน แม้จะปลูกไว้ใกล้เรือน ถ้าจะตัดเอาใบตองไปใช้ ก็ห้ามไม่ให้ตัดเอาไปทั้งใบ ต้องเจียนเอามาแต่ใบตองเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องหักก้านเสียก่อน เพราะถ้าตัดเอาเข้ามาในเรือนทั้งใบ ถือเป็นลางร้ายว่าจะมีใครในบ้านนั้นตายลงในไม่ช้า ทั้งนี้เห็นจะเนื่องจากคติเดิมที่ใช้ใบตองกล้วยตานีสามใบรองก้นโลงศพ




17.นางกวัก เชื่อ กันว่านางกวักเป็นลูกของปู่เจ้าเขาเขียว มีลักษณะเป็นผีผู้หญิงนุ่งผ้าโจงกะเบน ห่มสไบเฉียง ไว้ผมยาวประบ่า ว่ากันว่าหากใครบูชานางกวักแล้วจะทำให้อาชีพที่ประกอบนั้นเจริญรุดไปข้าง หน้าด้วยดี(โดยเฉพาะอาชีพค้าขาย) อีกตำนานกล่าวว่า เมื่อคนไทยได้รับวัฒนธรรมและความเชื่อของชาวฮินดูเข้ามาจึงทำให้คนไทยมีการลากทับของวัฒนธรรม นำมาสู่ตำนานของนางกวักอีกตำนานหนึ่ง
      นางกวักชื่อจริงว่า สุภาวดี บิดาชื่อ สุจิตพราหมณ์ มารดาชื่อ สุมณฑา เกิดที่เมือง มัจจฉิกาสัณฑ์ (อยู่ห่างไม่ไกลจากเมืองสาวัตถี) มีครอบครัวประกอบอาชีพทำมาค้าขาย ต่อมาสุจิตตพราหมณ์ผู้เป็นพ่อ ได้ขยายกิจการซื้อเกวียนมา 1 เล่ม นำสินค้าไปเร่ขายในต่างถิ่น บางครั้งบุตรสาวขออนุญาตเดินทางไปด้วย เพื่อเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ระหว่างการค้าขาย
     สุภาวดีได้มีโอกาสพบกับ "พระกัสสป" เป็นอริยสงฆ์แสดงธรรม หลังจากสุภาวดีฟังธรรมเทศนาอย่างตั้งใจแล้ว ระกัสสป ได้กำหนดจิตเป็นอำนาจจิตพระอรหันต์ ประสิทธิ์ประสาทพรให้สุภาวดีและครอบครัว โดยได้ตั้งกุศลจิตประสาทพรเช่นนี้ทุกครั้งที่สุภาวดีมีโอกาสไปฟังจนจบอำลากลับ ต่อมา สุภาวดีได้เดินทางติดตามบิดาไปทำการค้า และมีโอกาสฟังธรรมพระอริยสงฆ์อีกท่านหนึ่ง นามว่า "พระสิวลี" สุภาวดีได้ฟังธรรมอย่างตั้งใจ สุภาวดีจึงมีความรู้แตกฉานในหลักธรรมต่างๆ เป็นอันมาก พระสิวลีเป็นผู้มีชีวิตอัศจรรย์กว่าพระสงฆ์อื่น คือ ท่านอยู่ในครรภ์มารดานานถึง 7 ปี 7 เดือน จึงคลอดออกมา พร้อมด้วยวาสนา บารมี ที่ติดกับวิญญาณธาตุของท่าน ท่านจึงเป็นผู้มีลาภสักการบูชามาหาท่านตลอด เมื่อถึงคราวจำเป็นและต้องการ ทุกครั้งที่สุภาวดีได้ฟังธรรมและลากลับ พระสิวลีเถระเจ้าได้กำหนดกุศลจิต ประสาทพรให้สุภาวดีและครอบครัว เช่นเดียวกัน จิตของสุภาวดีจึงได้รับประสาทพรจาก  พระอรหันต์ถึงสององค์ ส่งผลให้บิดาทำการค้าได้กำไรไม่เคยขาดทุน นางได้รับพรว่า "ขอให้เจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง จากการค้าขายสินค้าต่างๆสมความปรารถนาเถิด"บิดารู้ว่าสุภาวดีคือผู้ที่เป็นสิริมงคลที่แท้จริง เป็นที่ไหลมาแห่งทรัพย์สมบัติของครอบครัว



18.ผีโป๊กกะโล่ง
เชื่อ กันว่าผีโป๊กกะโล่งเป็นผีที่อยู่ปกป้องรักษาป่าทางภาคเหนือของประเทศไทย มีรูปร่างลักษณะคล้ายคนป่าไว้ผมยาวรุงรัง เล็บมือและเล็บเท้ายาวเหมือนคนป่า นิยมกินกุ้งหอยปูปลาและออกล่าสัตว์เล็กๆมาฉีกกินเป็นอาหาร นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าผีโป๊กกะโล่งเคลื่อนที่ได้เร็วดุจลมพัด ไม่เคยมีใครสามารถที่จะตามจับหรือตามไล่มันได้ทัน




19.ผีกระสือ กระสือในกัมพูชาเรียกว่า "เอิบ" ในลาวเรียก "กะสือ" ในเวียดนามเรียก "มาลาย" เชื่อ กันว่าผีกระสือเป็นผีผู้หญิงที่สามารถถอดส่วนหัวกับส่วนลำตัวออกจากกันได้ ยามใดก็ตามที่ผีกระสือถอดหัวออกมาแล้วจะสามารถบินได้(เฉพาะส่วนหัวกับลำไส้) เชื่อกันว่าผีกระสือนั้นเวลาบินไปไหนมาไหนจะมีไฟกระพริบอยู่ที่บริเวณไส้ ผีกระสือกินทุกอย่าง(โดยเฉพาะของสกปรก)และยังเชื่อกันอีกด้วยว่าผีกระสือ ชอบใช้ผ้านุ่งสีดำของผู้หญิงมาใช้เช็ดปากยามที่มันกินอาหารเสร็จแล้ว ส่วนอาหารที่เป็นที่โปรดปรานของผีกระสือตามความเชื่อของชาวไทยภาคเหนือนั้น ล้วนเชื่อกันว่ามันชอบกินอาหารจำพวก กบ เขียด สัตว์เล็กๆตามท้องทุ่งนา และที่สำคัญก็คือ “รก” ของเด็กที่เพิ่งเกิดใหม่มันจะชอบมาก เลยมีบางบ้างนำเอาใบหนาดมาวางเอาไว้รอบบ้านที่มีเด็กเพิ่งเกิดใหม่เพื่อ ป้องกันผีกระสือ เป็นต้น 
       

20.แม่ย่านาง แม่ย่านาง ตามความเชื่อมาแต่โบราณถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์ประจำพาหนะในการเดินทาง เช่น รถ เรือ ในปัจจุบันแม้แต่เครื่องบินขนส่งผู้โดยสารบางเครื่อง ก็มีองค์เทพแม่ย่านางตั้งอยู่ด้วย เพื่อเป็นศิริมงคลและโชคโลภความปลอดภัยในการเดินทาง และให้คุณให้โทษแก่ผู้ขับขี่โดยสารได้ 

 

21.ผีนางนาคพระโขนง มีสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่ง อาศัยอยู่ด้วยกันที่ย่านพระโขนง สามีชื่อนายมาก ส่วนภรรยาชื่อนางนาก ทั้งสองใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนนางนากตั้งครรภ์อ่อน ๆ นายมากก็มีหมายเรียกให้ไปเป็นทหารประจำการที่บางกอก นางนากจึงต้องอยู่ตามลำพังเวลาผ่านไป ท้องของนางนากก็ยิ่งโตขึ้นเรื่อยๆ จนครบกำหนดคลอด หมอตำแยก็มาทำคลอดให้ ทว่าลูกของนางนากไม่ยอมกลับหัว จึงไม่สามารถคลอดออกมาตามธรรมชาติ ยังผลให้นางนากเจ็บปวดเป็นยิ่งนัก และในที่สุดนางนากก็ทานความเจ็บปวดไว้ไม่ไหว สิ้นใจไปพร้อมกับลูกในท้อง กลายเป็นผีตายทั้งกลมหลังจากนั้น ศพของนางนากได้ถูกนำไปฝังไว้ยังป่าช้าท้ายวัดมหาบุศย์ 
           ส่วนนายมากเมื่อปลดประจำการก็กลับจากบางกอกมายังพระโขนงโดยที่ยังไม่ทราบความว่าเมียของตัวได้หาชีวิตไม่แล้ว นายมากกลับมาถึงในเวลาเข้าไต้เข้าไฟพอดี จึงไม่ได้พบชาวบ้านเลย เนื่องจากบริเวณบ้านของนางนาก หลังจากที่นางนากตายไปก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพราะกลัวผีนางนากซึ่งต่างก็เชื่อกันว่าวิญญาณของผีตายทั้งกลมนั้นเฮี้ยน และมีความดุร้ายเป็นยิ่งนัก 
ครั้นเมื่อนายมากกลับมาอยู่ที่บ้าน ผีนางนากก็คอยพยายามรั้งนายมากให้อยู่ที่บ้านตลอดเวลา ไม่ให้ออกไปพบใคร เพราะเกรงว่านายมากจะรู้ความจริงจากชาวบ้าน 
           นายมากก็เชื่อเมีย เพราะรักเมีย ไม่ว่าใครที่มาพบเจอนายมากจะบอกนายมากอย่างไร นายมากก็ไม่เชื่อว่าเมียตัวเองตายไปแล้ว จนวันหนึ่งขณะที่นางนากตำน้ำพริกอยู่บนบ้าน นางนากทำมะนาวตกลงไปใต้ถุนบ้าน ด้วยความรีบร้อน นางจึงเอื้อมมือยาวลงมาจากร่องบนพื้นเรือนเพื่อเก็บมะนาวที่อยู่ใต้ถุนบ้าน นายมากขณะนั้น บังเอิญผ่านมาเห็นพอดี จึงปักใจเชื่ออย่างเต็มร้อย ว่าเมียตัวเองเป็นผีตามที่ชาวบ้านว่ากัน  
           นายมากวางแผนหลบหนีผีนางนาก โดยการแอบเจาะตุ่มใส่น้ำให้รั่วแล้วเอาดินอุดไว้ ตกกลางคืนทำทีเป็นไปปลดทุกข์เบา แล้วแกะดินที่อุดตุ่มไว้ให้น้ำไหลออกเหมือนคนปลดทุกข์เบา จากนั้นจึงแอบหนีไป นางนากเมื่อเห็นผิดสังเกตจึงออกมาดู ทำให้รู้ว่าตัวเองโดนหลอก จึงตามนายมากไปทันที นายมากเมื่อเห็นผีนางนากตามมาจึงหนีเข้าไปหลบอยู่ในดงหนาด นางนากไม่สามารถทำอะไรได้เพราะผีกลัวใบหนาด นายมากหนีไปพึ่งพระที่วัด นางนากไม่ลดละพยายาม ด้วยความที่เจ็บใจชาวบ้านที่คอยยุแยงตะแคงรั่วผัวตัวเองอีกประการหนึ่ง ทำให้นางนากออกอาละวาดหลอกหลอนชาวบ้านจนหวาดกลัวกันไปทั้งบาง ซึ่งความเฮี้ยนของนางนาก ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ถูกฝังไว้ระหว่างต้นตะเคียนคู่นั่นเอง ในที่สุด นางนากก็ถูกหมอผีฝีมือดีจับใส่หม้อถ่วงน้ำ จึงสงบไปได้พักใหญ่  
           จนกระทั่งตายายคู่หนึ่งที่ไม่รู้เรื่องเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ เก็บหม้อที่ถ่วงนางนากได้ขณะทอดแหจับปลา นางนากจึงถูกปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง แต่สุดท้ายก็ถูกสมเด็จโต สยบลงได้ กะโหลกศีรษะส่วนหน้าผากของนางนากถูกเคาะออกมาทำหัวปั้นเหน่ง เพื่อเป็นการสะกดวิญญาณ และนำนางนากสู่สุคติ 



22.ปู่ เจ้าสมิงพราย เชื่อ กันว่าปู่เจ้าสมิงพรายเป็นเจ้าผีที่มีอายุมาก โดยมากเชื่อกันว่าปู่เจ้าสมิงพรายเดิมทีเป็นพญาเสือที่ชอบกินคน แต่พอครั้งกินคนเข้าไปมากๆเสือตนนั้นเลยกลายร่างเป็นคนในกาลต่อมา อนึ่ง พอเสือตายไปไม่นานก็กลายเป็น “สมิงพราย” คือ “ผีเสือ” ในที่สุด โดยมีความเชื่ออีกเรื่องหนึ่งเล่าว่าปู่เจ้าสมิงพรายนั้นท่านมีธิดาอยู่ ด้วยกัน 101 องค์ หากชายหนุ่มคนใดก็ตามเดินพลัดหลงทางเข้าไปในเขตแดนของท่านแล้วกลับออกมาตาย แสดงว่าปู่เจ้าต้องการดวงวิญญาณไปให้เป็นคู่กับธิดาของท่าน



23.เปรต เชื่อกันว่าเปรตเป็นผีของคนที่ตายไปแล้วแต่ทำเวรทำกรรมกับบิดา-มารดาของตนเองในชาติภพที่แล้วเอาไว้มาก บ้างก็เชื่อว่าไปด่าบิดา-มารดาเอาไว้พอตายไปก็เลยมาเกิดเป็นเปรต ว่ากันว่าเปรตมีรูปลักษณะเป็นผีที่มีรูปร่างสูง ผอม ใส่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น เปรตมีปากที่เล็กเท่ากับรูเข็มด้วยเหตุนี้เองจึงกินอาหารได้ไม่ค่อยสะดวก และผอมแห้งแรงน้อย(ประมาณว่าอดอยาก) โดยความเชื่อในเรื่องเปรตนี้เป็นความเชื่อที่คนภาคใต้ของประเทศไทยเชื่อกัน รวมทั้งมีการจัดงานในเดือน 10 ของทุกปี ซึ่งเรียกงานวันหนึ่งว่า “ชิงเปรต”

24.ผีไร้ญาติ      เชื่อกันว่า “ผีไร้ญาติ” คือผีที่ไม่มีใครทำบุญส่งข้าวปลาอาหารไปให้ใช้ บางครั้งเหล่าผีไร้ญาติจึงสำแดงอิทธิฤทธิ์ด้วยการออกมาอาละวาดในหมู่บ้านต่างๆนำพาความเดือดร้อนมาให้ชาวบ้านเป็นอันมาก ผู้เขียนเคยเดินทางไปเก็บข้อมูลงานวิจัยที่จังหวัดพัทลุง(บ้านหัวป่าเขียว)ในเรื่อง “วันชิงเปรต” ก็บังเอิญไปเห็นโต๊ะที่ใช้ในการชิงเปรต(โต๊ะตั้งเปรต)ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยทางซ้ายจะมีโต๊ะพร้อมอาหารคาว-หวานวางเรียงรายกันราว 10 โต๊ะ ส่วนทางขวานั้นก็มีโต๊ะพร้อมอาหารคาว-หวานอีก 1 โต๊ะวางอยู่ เลยเกิดความสงสัยเข้าไปถามคนที่จัดงานพอได้ความว่า โต๊ะที่แลเห็นอยู่ทางขวา 1 โต๊ะนั้นเป็นโต๊ะที่มีเอาไว้สำหรับรับ “ผีไร้ญาติ” โดยเชื่อกันว่าหากผีไร้ญาติได้รับส่วนบุญส่วนกุศลนี้แล้วจะไม่มารังควานคนในหมู่บ้านให้ได้เดือดร้อน เป็นต้น



25.ผีตา-ยาย     เชื่อกันว่าผีตา-ยายเป็นผีบรรพชนของคนในภาคใต้ที่ล่วงลับดับสูญไปแล้ว และอยู่ดูแลคนในรุ่นต่อๆมาของวงศ์ตระกูล โดยมีความเชื่อว่าต้องมีพิธีเซ่นสรวงบูชาทุกปีเรียกกันว่า “พิธีลงครูหมอตา-ยาย”


26.ผีบ้าน-ผีเรือน (เจ้าบ้าน-เจ้าเรือน)  เตชธร ฉาจันทึก มีลักษณะต่างจากผีทั่วไป คือจะอยู่ในรูปของวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าบ้านเคารพกราบไหว้ จะคอยคุ้มครองผู้อยู่อาศัยในบ้าน ในสังคมไทยเมื่อถึงเทศกาลเช่นปีใหม่หรือวันเกิด เจ้าบ้านที่มีความเชื่อจะทำการเซ่นไหว้ เชื่อว่ามีลักษณะรูปร่างจะเหมือนคนปกติ ใส่ชุดไทย บ้างก็ว่าผีบ้านคือผีประจำหมู่บ้าน ส่วนผีเรือนก็คือผีประจำเหย้าเรือน และเรียกรวมกันว่าผีบ้านผีเรือน  เชื่อกันว่าผีบ้าน-ผีเรือนเป็นผีที่สถิตอยู่ตามบ้านคนในพื้นที่ต่างๆ หลายคนเชื่อกันว่า ผีบ้าน-ผีเรือนมีอยู่ด้วยกันในทุกบ้านและมีหน้าที่ในการปกป้องรักษาบ้าน และคนที่อยู่ภายในบ้านให้มีแต่ความปกติสุข



27.แม่เตาไฟ    เชื่อกันว่าแม่เตาไฟเป็นผีผู้หญิงที่สถิตอยู่ในเตาไฟของทุกบ้าน แม่เตาไฟจะคอยดูแลการประกอบกิจกรรมเกี่ยวกับเรื่องการทำครัวให้ปกติสุขไม่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ครัว(จากอัคคีไฟ) นอกจากนี้ยังเชื่อกันอีกด้วยว่าหากกราบไหว้แม่เตาไฟก่อนนอนแล้วจะทำให้เด็กเล็กๆไม่ฉี่รดที่นอนยามหลับด้วย ( แม่เตาไฟ มีลักษณะคล้ายกระบะไม้ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประกอบขึ้นด้วยไม้กระบอก (ไม้ไผ่ลำใหญ่) ขนาดสั้น ๒ ท่อน ยาว ๒ ท่อน เข้ามุมทำเป็นกรอบรูปสี่เหลี่ยม สอดไม้รวกเป็นคานขวางไว้ตรงกลางกรอบไม้กระบอก เอาฟากไม้ไผ่ปูลงระหว่างกรอบไม้ จึงเอาดินเลนถมลงบนหลังฟากหนาพอสมควร ละเลงเลนให้หน้าเรียบเสมอกัน ผึ่งเลนพอแห้ง แล้วกวดหรือปราบหน้าเลนในกรอบให้เรียบ ก็จะได้แม่เตาไฟวางทอดอยู่บนพื้นด้านใดด้านหนึ่งในครัวไฟ ที่เห็นชอบว่าเหมาะสม และพร้อมจะกองฟืนก่อไฟบนแม่เตาไฟ เพื่อหุงข้าวต้มแกงได้แต่ละมื้อละวัน โดยที่ไฟจากกองฟืนไม่เป็นอันตรายแก่พื้นครัว )



28.ผีตายโหง    เชื่อกันว่าผีตายโหงเป็นผีของคนที่ตายในแบบอปกติ คือตายโดยอุบัติเหตุบ้าง ตายโดยการถูกฆ่าตายบ้าง ประมาณว่าไม่ใช่การตายในแบบธรรมชาติ หลายคนเชื่อกันว่าผีตายโหงชอบทำให้เกิดอุบัติเหตุในที่ต่างๆ เช่น บริเวณโค้งหักศอกต่างๆเพื่อนำวิญญาณคนที่ตายมาเป็นเพื่อน หรือไม่ก็เชื่อว่า “เอามาเป็นตัวตายตัวแทนกัน” เป็นต้น (ผีตายโหง คือ คนที่เสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน แบบไม่ธรรมดาตามธรรมชาติ เช่น ถูกยิง จมน้ำ รถชน ฆ่าตัวตาย เป็นต้น สำหรับการตายทั้งกลม ก็ถือว่าเป็นการตายแบบตายโหงเช่นกัน ผีตายโหงจะเป็นผีที่จิตตกตก เนื่องจากจิตสุดท้ายก่อนตายอารมณ์ยังติดอยู่กับความหวาดกลัว ความตกใจ ความอาฆาตแค้น ความอาลัยอาวรณ์ ตายทั้งที่ยังทำใจไม่ได้ วิญญาณจึงติดอยู่ในบ่วงแห่งอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น ไม่สงบสุข เป็นวิญญาณทรมาน ไม่ยอมรับสภาพปัจจุบันของตัวเอง เลยยังคงเที่ยวปรากฏกายให้คนได้พบได้เห็น ยิ่งถ้าเป็นผีตายโหงที่ตายขณะยังมีความอาฆาตพยาบาทจะมีความดุร้ายเป็นพิเศษ ผีตายโหงมักสิงสถิตอยู่กับที่ที่ตัวเองตาย (เช่น ผีเฝ้าถนน ตามโค้งร้อยศพ เป็นต้น) เมื่อมีคนมาตายแทนจึงจะไปผุดไปเกิดได้)



29.โต๊ะเคร็ง     เชื่อกันว่าโต๊ะเคร็งเป็นผีที่สถิตอยู่ในเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของทางภาคใต้ โดยหากมีการเซ่นสรวงที่ดีโต๊ะเคร็งจะทำให้การประกอบอาชีพทางด้านเป็นนักดนตรีเจริญก้าวหน้า แต่หากทำผิดกฎการเซ่นสรวงบูชาแล้วโต๊ะเคร็งจะนำพาความวิบัติมาให้ได้ (คนสมัยก่อนห้ามมิให้เหยียบธรณีประตู เพราะที่ธรณีประตูนั้นเป็นที่สถิตของพระภูมิประตู พระภูมิมีอยู่ ๙ องค์ เช่น พระภูมิบ้านเรือน พระภูมิประตูและหัวกระได พระภูมินา เป็นต้น   การเหยียบธรณีประตูจึงเท่ากับเป็นการลบหลู่พระภูมิประตูนั่นเอง)



30.แม่ธรณีประตู    เชื่อกันว่าแม่ธรณีประตูเป็นผีผู้หญิงที่คอยเฝ้าดูแลประตู(ตรงธรณีประตู) โดยมีความเชื่อกันว่าหากใครเดินเหยียบแม่ธรณีประตูแล้วจะทำให้ได้รับผลร้ายตามมาได้ อนึ่ง ในการบวชนาคนั้นตอนที่นาคจะเดินเข้าสู่โรงอุโบสถจะมีการแบกหรือยกนาคขึ้นให้ข้ามพ้นแม่ธรณีประตู โดยเชื่อกันว่าหากนาคเผลอเหยียบแม่ธรณีประตูเข้าจะทำให้การบวชไม่สำริดผล เป็นต้น


31.ผีอำ   เชื่อกันว่าผีอำเป็นลักษณะอาการผีเข้าในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยผีอำมักจะเกิดขึ้นในเวลากลางคืน(เวลานอนหลับ)ส่วนอาการของคนโดนผีอำก็คือ มีลักษณะอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นคล้ายมีคนมานอนกดหรือนอนทับร่างเอาไว้ ยังผลให้หายใจไม่สะดวก พอตื่นขึ้นมาก็จะมีอาการหายใจหอบ เหนื่อยจนเหงื่อแตก คนไทยโดยมากเชื่อว่าให้แก้ผีอำโดยการไปทำบุญที่วัดในวันรุ่งขึ้นก็จะหาย (ผู้ที่ถูกผีอำส่วนใหญ่จะนอนอยู่บนเตียง มีเป็นส่วนน้อยที่จะโดนอำในท่านั่งหลับบนเก้าอี้ (โดยมีความรู้สึกว่าตัวลอยหรือบินได้ หรือเหมือนกำลังออกจากร่าง หมุนเคว้ง หลอนทางสัมผัสกาย เช่น มีใครมากดทับหน้าอก หรือ มีใครมาสัมผัสตัว หรือ ดึงตัวเอาไว้กับเตียง บางทีก็รู้สึกว่าผ้าคลุมเตียงเคลื่อนไหว บางคนก็โดนเขย่าตัว หรือ มีความเจ็บปวดเกิดขึ้น หลอนทางการได้ยิน เช่น ได้ยินเสียงย่างเท้า เสียงเคาะประตู เสียงหายใจ เสียงคุย เสียงกระซิบ เสียงฮัม เสียงหึหึ หลอนทางการมองเห็น เช่น เห็นหมอกควัน หรือ ความมืดคลึ้ม เห็นเป็นร่างคน สัตว์ หรืออสุรกาย บางทีก็มีการโต้ตอบทั้งทางกายหรือวาจากับสิ่งที่เห็นนั้น อย่างเป็นเรื่องเป็นราว หลอนทางการได้กลิ่น เช่น ได้กลิ่นเครื่องหอม กลิ่นเหม็นสาบ เป็นต้น)


32.ผีเปรตยักษ์     เชื่อกันว่าผีเปรตยักษ์เป็นผีของยักษ์ที่ต

บทความแนะนำ

รวมบทความ

แปลภาษา
ติดตามข่าวสาร
ติดตามข่าวสารที่ทวิสเตอร์  Page Ranking Tool