คนทำฦา.. จะสู้ฟ้าลิขิต


บทความต่างๆครับ ตั้งใจไว้เป็นงานเขียนของครูหมอยาครับ นึกอะไรได้ก็เขียนไปครับ รวบรวมจากที่ต่างๆอันเป็นแหล่งความรู้มาผสมผสานกับแนวคิดของตัวเอง ต้องยอมรับนะครับว่าทุกสิ่งอย่างควรมีแหล่งอ้างอิง ท่านใดที่เป็นแหล่งข้อมูล หากสามารถลงแหล่งความรู้ไว้ ข้าพเจ้ายินดีลงไว้ในเวบ เขียนไว้ให้อ่านกันเพลินๆ เป็นการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ครับ ติดตามได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ

หน้าแรก | ดูบทความทั้งหมด
# 15
By หมอยา
On 2017-07-24 23:59:57

ความ ตั้งใจในการเขียน ผู้เรียบเรียงต้องการสื่อถึงข้อธรรมและความเข้าใจเมื่อได้อ่านพุทธธรรมว่า มีความคิดเห็นเป็นเช่นไร เขียนไปตามความเข้าใจซึ่งอาจขัดแย้งความคิดเห็นของท่านก็ขอได้โปรดอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ.... หมอยา

ฤทธิ์-ปาฏิหาริย์-เทวดาแลเทพเทวา สรุปความในพุทธศาสนา ไม่สนใจว่า ฤทธิ์-ปาฏิหาริย์-เทวดาแลเทพเทวา มี อยู่จริงหรือไม่ เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ในโลกของเราปัจจุบัน จะพอทราบว่า ในอากาศมีทั้งคลื่นวิทยุ คลื่นของสัญญาณทีวีและในโลกของอินเตอร์เน็ต หรือสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถสื่อสารได้ หากเรื่องเหล่านี้ได้นำกลับไปบอกกล่าวแก่บุคคลซึ่งย้อนเวลาไปหลายร้อยปี คงต้องถูกหาว่า สติไม่สมประกอบเป็นแน่แท้ครับ ในหลักของพระพุทธศาสนา สนใจว่า ในกรณีที่มีอยู่จริงเราควรปฏิบัติและมีท่าทีอย่างไรเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นมากกว่า จะแบ่งกลุ่มคนได้เป็น ๒ กลุ่มคือ เชื่อ กับไม่เชื่อว่ามีสิ่ง เหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือเป็นของที่ผลุบๆโผล่ๆหรือลับๆล่อๆ ทำให้ผู้ที่ประสบด้วยตนเองเข้าใจและเชื่อมั่น แต่กับคนบางคนกลับไม่สามารถพบเจอ สำหรับการมีอยู่จริงของเทพเทวาในหลักพระพุทธศาสนาถือ ว่า ไม่ขัดแย้งในทางปฏิบัติ ไม่กระทบต่อหลักการของพระพุทธศาสนา แม้ว่าเทพเทวา-ปาฏิหาริย์ มีอยู่จริง การปฏิบัติหลักธรรมและเข้าถึงพระศาสนาสามารถทำได้เช่นกัน

 อิทธิปาฏิหาริย์....เป็น อภิญญา คือความรู้ความสามารถพิเศษมีชื่อเฉพาะว่า อิทธิวิชา(อิทธิวิธิ)สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆเป็น โลกียอภิญญา จะพัวพันอยู่กับโลกมนุษย์เป็นวิสัยปุถุชนย่อมมีกิเลสปะปนครับ เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ การอ่านใจผู้อื่น การดูอดีต การดูอนาคต สิ่งเหล่านี้เกิดมาก่อนพุทธกาล ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ในทางพระพุทธศาสนา มีญาณอันสูงส่งเรียกว่า อาสวักขยญาณ คือ อภิญญาในระดับโลกุตระ ทำให้จิตใจเป็นอิสระและทำให้ดับกิเลสดับทุกข์ได้ ซึ่ง นับว่าเป็นธรรมอันสูงสุดก็ว่าได้ครับ แต่ในความเป็นจริง การเรียนรู้ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเรียกว่า ก้าวไปทีละขั้น ซึ่งบางท่านที่มีบุญบารมี ก็สามารถจะได้ทั้ง โลกุตรอภิญญา โดยได้ โลกียอภิญญาไปพร้อมกัน

อิทธิปาฏิหาริย์ แบ่งเป็น ๓ ประการดังนี้

๑. อิทธิปาฏิหาริย์ คือ การแสดงฤทธิ์ต่างๆ

๒. อาเทศนาปาฏิหาริย์ คือ การทายใจคนอื่นๆได้

๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ คำสอนที่เป็นจริงและนำไปปฏิบัติแล้วได้ผล

เทวดา คือ ผู้ ที่มีคุณธรรมสูง กว่ามนุษย์มากนับว่าเหนือกว่าถึง ๓ ประการ คือ อายุทิพย์ กายทิพย์ อิ่มทิพย์(สุขทิพย์) แต่ก็ยังนับว่ามีกิเลสอยู่บ้าง จึงยังไม่หลุดพ้นคำว่า

"วัฏฏสงสาร" ในความคิดคำนึงของมนุษย์เมื่อมีการตายเกิดขึ้น มักให้พรกันว่า "จงไปสู่สุคติเถอะ"คือหมายให้ไปเกิดเป็นเทวดานั่นเอง แต่ในทางกลับกัน เทวดาเองก็อยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ด้วยเหตุ ๓ ประการคือ

๑ . ความกล้าหาญ

๒ . ความมีสติ

๓ . การสามารถถือพรหมจรรย์ หากสามารถใช้ ๓ สิ่งที่มนุษย์มีประกอบคุณความดีแลปฏิบัติธรรมจะได้อานิสงน์ในกรรมดีที่ทำนั้นมากมาย

เพราะโลกมนุษย์มีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นแหล่งที่รวม คนดี คนเลว ผู้มีธรรมอันสูงส่ง เป็นสถานที่ๆผู้ที่ได้เกิดมาบนโลกสามารถเลือกที่จะกอบกรรมดีหรือชั่วโดย อิสระ ต่างจากนรกหรือสวรรค์ซึ่งแยกคนดี-เลวไว้ชัดเจน

มนุษย์พยายามสร้างสัมพันธ์กับเทวดาเทพเทวาต่างๆโดยสามารถจำแนกออกได้เป็น ๒ วิธี ดังนี้

ประการ ๑ . โดยวิธีการอ้อนวอน เช่น การบวงสรวง เซ่นสังเวย การบูชา

ประการ ๒ . โดยการบังคับด้วยการบำเพ็ญพรต เช่น การทรมานร่างกายตนเอง

สรุปข้อปฏิบัติตนของผู้มีองค์เทพ

ข้อ ๑ . เมื่อ ปฏิบัติบูชาด้วยความมีศรัทธา เชื่อมั่น แลไม่สงสัย เป็นการต้องการบูชาด้วยใจบริสุทธิ์ เมื่อได้โลกียญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ให้เน้นไปในทางช่วยเหลือผู้คน ใช้อิทธิฤทธิ์ที่ได้ไปในทางประกอบคุณความดี

ข้อ ๒ . เมื่อ ทราบว่าอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์มีจริง ก็เป็นกำลังใจให้อยากประพฤติปฏิบัติธรรมในเวลาต่อมาครับ เช่นเข้าวัดทำบุญ ศึกษาพระธรรมไปด้วยเป็นการขัดเกลาจิตใจครับ

ข้อ ๓ . รู้จักการปล่อยวางจิตใจ ให้สบายไม่ยึดติด อย่ากลัวที่จะสูญเสียอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์เพราะหากท่านมั่นคง สิ่งเหล่านี้ก็จะคงอยู่กับท่านแล จัดเป็นการเข้าถึงพุทธศาสนาประการหนึ่งครับ

from: sawanya sukkum [mailto:mic264@hotmail.com] sent: monday, october 26, 2009 8:39 pm to: webmaster@ongtep.com subject: re: รบกวนตรวจองค์เทพค่ะ สวัสดีค่ะ หมอยา หนูชื่อสวรรยา หนูเคยตรวจองค์เทพกับหมอยาไปแล้วขอบคุณมากค่ะ หมอยาช่วยตอบหนูถือว่าเอาบุญนะคะ ทำไมในหลายเว็ปไซ้ถึงได้โจมตีคนที่เป็นร่างทรงองค์เทพบางเวปพูดอาการ ลักษณะท่าทางได้ถูกต้องเวลามีองค์เทพมาประทับหาว่าเป็นวิญญาณสัมภเวสีบ้าง จนบางครั้งหนูกลัววิตกจริตไปเลยว่าตัวเรานี่จะเป็นอย่างที่เขาพูดหรือเปล่า ขอบคุณค่ะ 
     ตอบ อนุโมทนาครับ เป็นคำถามที่ดีมากๆครับ.......... เพราะเรื่องร่างทรงนั้นละเอียดอ่อนครับ........... ที่ถูกโจมตีจะพุ่งประเด็นไปที่ร่างทรงที่เปิดตำหนักครับ.... เนื่องจากบรรดาร่างทรงที่เปิดตำหนักอาจ มีการทำผิดเจตนาสวรรค์โดยลืมสัจจะวาจาที่ให้ไว้ว่า จะช่วยคนกลับเรียกร้องและต้องการไข่วคว้าให้มีลูกศิษย์มากๆ ลืมปณิธานที่ลั่นวาจาว่า จะช่วยคนกลับกลายเป็นการขอให้ศิษยานุศิษย์ มาช่วยกันบริจาคเพื่อสร้างตำหนักของตนให้ยิ่งใหญ่ (ขนาดตัวเองยังเอาตัวไม่รอดแล้วจะไปช่วยใครได้ครับ)หากตำหนักใดมิได้เป็นเช่นที่กล่าวมา.. หมอยาก็ขอกล่าวอนุโมทนาครับ..  หากเป็นการล่วงเกินในความคิดของท่าน.. หมอยาก็ขอกราบขอขมาต่อท่านไว้ ณ ที่นี้เป็นสำคัญครับ หรือหลงในฤทธิ์บารมีจนทำให้องค์เทพท่านถอย กลับกลายเป็นสัมภเวสีมาสิงสู่แทน การประทับทรงไม่ชัดเจน จนเกิดอกุศลแก่บรรดาศิษย์ที่เข้าหา.... ยังผลให้การประสิทธิ์ขันธ์ครูกลายเป็นขันธ์ผีในที่สุด โดยที่ตัวเจ้าตำหนักก็ไม่รู้ตัวเองครับ.......... อย่างว่าละครับ สิ่งที่กล่าวมา เป็นกันได้ทุกคนละครับ ...ไม่ว่าคนๆนั้นจะถือเพศนักบวช ฆราวาส จะดีหรือชั่วอยู่ที่คนทำครับ เพราะโลกมนุษย์นี้เป็นศูนย์รวมของคนทุกประเภท แต่การเลือกประกอบกรรมดี-ชั่ว ท่านสามารถเลือกเองได้ครับ........ ดังนั้นควรแยกแยะครับ...ว่าท่านมาเดินสายเทพ ด้วยเหตุผลใด หากเพื่อศรัทธา และตัวเองมีทุกข์เมื่อได้บูชาท่านแล้วมีจิตใจสบาย คลายทุกข์ ชีวิตที่เป็นทุกข์ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น..... ท่านก็จงเดินสายเทพต่อไปครับ...ตัวท่านเองใยต้องไปเชื่อคนอื่น...จงเคารพในการตัดสินใจของตัวเอง ....อยู่ในโลกนี้ไม่มีใครพ้นคำนินทาครับ หากสิ่งที่ท่านทำอยู่มิได้เบียดเบียนผู้ใด ก็คงไม่เสียหายอะไรครับ

 


# 14
By หมอยา
On 2017-07-24 23:57:24

อาจารย์หมอยาจะกล่าวถึง การปฏิบัติตนสำหรับการศึกษาข้อธรรมต่างๆ วิชาต่างๆ มีข้อหน้าสนใจหลักๆดังนี้
    การปฏิบัติจิตเข้าสู่ประตูพระนิพพาน ตามหลักวิปัสนากรรมฐาน the process of mind purification in buddhis meditation ผู้ที่มุ่งหวังปฏิบัติตามรอยพระพุทธองค์ สามารถยึดเอาเป็นแนวทาง ธรรมของพระพุทธองค์เป็นกลาง มิใช่ของผู้หนึ่งผู้ใดครับตามขั้นตอนต่างๆดังนี้
๑. ผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติเป็นนักบวช คงต้องหาวัดที่มีเจ้าอาวาสที่เปี่ยมบารมีเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติ
๒. ผู้ฝึกเป็นฆราวาส สถานที่ปฏิบัติควรเป็นที่อยู่อาศัยของท่าน ในหนึ่งวันควรใช้เวลา 3-5-10-30-60 นาทีในการปฏิบัติระยะเวลาที่ใช้ ขึ้นกับผู้ปฏิบัติแล้วแต่ความเหมาะสม และเมื่อเสร็จกิจดังกล่าวควรเป็นเวลาที่ท่านเข้านอนครับ ปฏิบัติดังนี้เป็นวิธีการทางจิตบำบัดที่ดี(psychotherapy)
๓. สำหรับผู้มีจิตว่าจะสละทางโลกอย่างสมบูรณ์ ควรแยกตัวไปอยู่ไกลๆเช่นตามป่าหรือสถานที่สงบ ดังนั้นท่านสามารถเลือกแนวทางของท่านได้สามทางที่กล่าวมาครับ
๔. ควรอาบน้ำชำระกายให้สะอาดสดชื่น สามารถใช้หิ้ง ที่นอนเป็นที่ฝึกสมาธิได้ครับ การนั่งสมาธิที่แนะนำกันเป็นแบบขัดสมาสเท้าขวาทับเท้าซ้ายหัวแม้มือขวาจรดหัวแม่มือซ้าย หลังเหยียดตรงตามองตรง (buddha posture) บางท่านไม่สามารถนั่งได้ ด้วยข้อเข่าไม่สมบูรณ์ก็ให้นั่งในท่าที่สบาย หากนั่งแล้วรู้สึกเมื่อยขบก็ถือว่าเพียงพอแล้วไม่ควรฝืน หากฝืนไปอาจก่อให้เกิดอันตรายเช่น ตาตุ่มเท้าที่วางทับกัน อาจทับหรือกดเส้นเลือดเส้นประสาท ทำให้มีผลข้างเคียง อาจารย์หมอยาเคยไปบางวัดเจ้าอาวาสชอบนั่งสมาธิ นั่งๆไปนั่งมาเป็นง่อยครับเวลามานั่งในโบสถ์หรือทำพิธีต้องอุ้มมาครับ  ใหม่ๆงงครับว่าทำไมนั่งได้นานไม่ขยับไปไหน  หลังนั่งสมาธิแล้วควรนอนเหยียดตรง เพื่อผ่อนคลายร่างกาย การกำหนดลมหายใจเข้า-ออกเป็นที่ตั้ง
      ที่อาจารย์นำมากล่าวเป็นเพียงหลักเบื้องต้น สำหรับผู้นำไปปฏิบัติ มีประสงค์ให้ท่านทั้งหลายนำไปใช้ แต่ไม่ควรมุ่งมั่นจนมากเกินไปจนลืมว่าท่านยังไม่ได้ ทำกิจอื่นที่ค้างอยู่ เพราะในโลกของความเป็นจริงชีวิตต้องดำเนินต่อไปครับ 


# 13
By หมอยา
On 2017-07-24 23:47:18

   การกำเนิดของทวยเทพและวิญญาณ(the story of god and satellites) 
ในคัมภีม์มหาสีหนาทสูตรได้กล่าวไว้ว่า การกำเนิดของทวยเทพและพรหมล้วนอาศัยอำนาจแห่งกรรม เป็นการเกิดในภพแบบ โอปปาติกะ
 ความเป็นอยู่ของเทพไม่รับอาหารทางกายหยาบ ทุกสิ่งล้วนเป็นทิพย์ เนื่องด้วยเทพท่านเป็นการดำรงอยู่ด้วยกายทิพย์นั้นเอง
  ลักษณะทางสังคมของเทพ จะพบว่ายังมีเรื่องของโลกีย์ ในชั้น
จตุมหาราชิกา มีการเสพเมถุนแต่ไม่มีน้ำอสุจิ
มายา           ไม่มีการเสพเมถุน เป็นไปในลักษณะเคล้าคลอ กอดรัด
ดีสิตา           ไม่มีการเสพเมถุน เพียงแค่สบตา
ปริมิตสวัสดี     ไม่มีการเสพเมถุนเลย

การรักษาโรคด้วยอำนาจจิต (psycho-therapy)แบ่งวิธีรักษาออกเป็น 2 ประเภท
๑. ตามหลักวิทยาศาสตร์ ทางจิตแผนใหม่ (modern psychology)
    ก. โดยการสะกดจิต( hypnosis) การเข้าไปในภวังค์จิต สั่งการให้เป็นไปตามต้องการ
    ข. ทางจิตบำบัด (psychotherapy) การบูชา ยึดมั่นจนเกิดศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัย

๒. การรักษาโรคด้วยจิตตามหลักโยคศาสตร์ 
    ก. รักษาด้วยพลังฝ่ามือ ของผู้ให้การรักษาไปยังผู้รับการรักษา
    ข. โดยการถ่ายทอดพลังลมปราณแก่คนไข้ เช่น
         ข.๑ เพ่งพลังจิตไปยังจุดที่ต้องการการบำบัดบนร่างกายของผู้รับการรักษา
         ข.๒ โดยพลังลมปราณผ่านไปยังน้ำเรียกว่าการอาบน้ำมนต์
หมายเหตุ ในข้อ ข.๑ และ ข.๒ ผู้ที่จะปฏิบัติดังที่กล่าวในข้อนี้ ควรเป็นผู้ที่กำเนิดในฤกษ์เฉพาะ มีชีวิตหลังความตาย และมุ่งปฏิบัติในแนวทางนี้ชัดเจน เพราะผลกระทบ อุบาทว์ ธรณีสารอาเภทต่างๆจะย้อยกลับไปที่ตัวเจ้าพิธี หากเจ้าพิธีเรียนผูกมิได้เรียนแก้ จะพบว่า เริ่มมีปัญหาครอบครัว หนี้สิน คดีความ แท้ง และอื่นๆตามมาครับ 
    หากเป็นพระ ผู้ทรงศีลหรือฤาษี ไม่นานจะต้องอาบัติ อาบัติมี ๗ อย่าง คือ 
๑ ปาราชิก ๒ สังฆาทิเสส   ๓ ถุลลัจจัย  ๔ ปาจิตตีย์  ๕ ปาฏิเทสนียะ   ๖ ทุกกฏ    ๗ ทุพภาสิต

 


# 12
By หมอยา
On 2017-07-24 23:36:50

 

สำหรับนักเสี่ยงโชคทุกท่านครับ..พระอนุวัตน์ราชนิยม หรือที่เรารู้จักกันในเจ้าพ่อยี่กอฮง เจ้าสัวผู้ให้กำเนิดหวย ผู้ที่ชื่นชอบการเสี่ยงโชคต่างๆ โดยเฉพาะหวย เชื่อกันว่าบูชาท่านบนบานศาลกล่าวขอโชคชาภกับท่านมักจะสำเร็จ โดยการแก้บนด้วยกาแฟดำ โอยั้ว เหล้ายี่ห้อดีๆ เกจิคณาจารย์ต่างๆชอบออกเป็นวัตถุมงคลต่างๆให้บูชา โดยมีศาลเจ้าพ่อยี่กอฮงอยู่ที่ สน.พลับพลาชัย กทม ใครชอบเสี่ยงโชคลองบูชาท่านดูครับ
พระอนุวัตน์ราชนิยม (ฮง เตชะวณิช) หรือ ยี่กอฮง เจ้าสัวหวย ก.ข.

ท่านเป็นชาวจีนแต้จิ๋วที่ถือกำเนิดในมณฑลกวางตุ้งในช่วงปี พ.ศ.2394 แซ่ “แต้” และมีนามว่า “หงี่ฮง” บ้างก็ว่าท่านนั้นถือกำเนิดในประเทศไทย ตรงแถวสี่กั๊กพระยาศรี โดยบิดามีอาชีพค้าผ้า ต่อมาเมื่อบิดาของท่านได้เสียชีวิตลง ท่านได้เดินทางไปอยู่กับญาติและศึกษาต่อที่ประเทศจีน จนอายุ 16 ปีจึงเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง ช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยตั้งปณิธานว่าจะมาประกอบอาชีพทำการค้าขายในสยามประเทศจนกว่าชีวิตจะหาไม่

การกลับมาพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทยของท่านครั้นนั้นท่านได้เลือกไปอาศัยและค้าขายอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วได้สมรสเป็นลูกเขยของคหบดีย่านตลาดสันป่าข่อย จนท่านอายุได้ประมาณ 30 ปีท่านได้โดยล่องแพนำสินค้าลงมาค้าขายอยู่แถวบริเวณหน้าจวนของท่านเจ้าคุณโชฎึกราชเศรษฐี แถววัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เมื่อค้าขายได้กำไรมีทรัพย์ในระดับหนึ่งแล้วท่านจึงตัดสินใจมาตั้งรกรากทำการค้าอยู่ที่พระนครโดยถาวร โดยเลือกทำเลปลูกตึกอยู่ตรง สน.พลับพลาไชยในปัจจุบัน

ท่านยี่กอฮงได้ประกอบกิจการค้าหลายอย่าง แต่ที่ได้สร้างฐานะให้ท่านจนรุ่งเรืองก็คือ การเป็นเจ้าภาษี โรงต้มกลั่นสุรา โรงบ่อนเบี้ย โรงหวย กอขอ ท่านยี่กอฮงจึงได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้จัดการดำเนินการควบคุมบ่อนเบี้ยหวย ก ข โดยให้ทำการออกหวยวันละ 2 ครั้งในช่วงสายและเย็น ซึ่งท่านก็ทำหน้าที่นี้ได้ดีเยี่ยม สามารถหาเงินส่งส่วยเข้าท้องพระคลังหลวงได้เป็นจำนวนมา

ตอนที่ท่านรับหน้าที่คุมบ่อนเบี้ยหวยนั้นกล่าวกันว่า ท่านได้ให้ความสนใจในเรื่องวิชาคาถาอาคมของไทยเราเป็นอย่างมาก จนเป็นที่กล่าวขานกันว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า ในคราวที่ท่านคุมบ่อนฮวยหวยที่สามยอดนั้น ท่านก็นำวิชาอาคมที่เล่าเรียนมาใช้ป้องกันสะกดคู่แข่งหรือฝ่ายตรงข้าม ที่จะเข้ามาใช้เวทมนต์คดโกงหรือเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับบ่อนของท่านอยู่บ่อยครั้ง โดยได้กระทำพิธีอย่างถูกต้องตามตำราอย่างสมบูรณ์ ได้รับการกล่าวขานกันว่าอย่าคิดมาโกงหรือใช้คาถาในบ่อนของท่านอย่างเด็ดขาดเพราะจะใช้ไม่ได้ผล จนทำให้กิจการบ่อนฮวยหวยของท่านเจริญรุ่งเรืองอย่างหาใครเทียบไม่ได้เลยในสมัยนั้น

ท่านได้สร้างสาธารณประโยชน์ไว้ อย่างมากมาย อาทิเช่น ถนน, โรงเรียนเผยอิง, ศาลเจ้าเก่าถนนทรงวาด, ศาลเจ้าไต้ฮงกง, ก่อสร้างท่าน้ำฮั่วเซี้ยม, ริเริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลเทียนฟ้า และเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิปอเต็กตึ้งขึ้น โดยชักชวนเหล่าพรรคพวกเพื่อนฝูงในสมัยนั้นเช่นตระกูลหวั่งหลี ล่ำซำ และ ฯลฯ มาร่วมกันสร้างมูลนิธิช่วยเหลือผู้ยากไร้ตกทุกข์ได้ยากและสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่เรียนดีแต่ยากไร้ อีกทั้งยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการรณรงค์หาเงินเข้าสภากาชาดไทยอย่างมากมาย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบความและทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นรองหัวหมื่น พระอนุวัฒน์ราชนิยม และยังพระราชทานนามสกุลเพื่อเป็นบำเหน็จความดีความชอบและเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลให้ว่า “เตชะวนิช” และในรัชกาลที่ 6 เมื่อมีการออกพระราชบัญญัติเลิกอากรบ่อนเบี้ย และ หวย กอขอ ท่านจึงได้หันไปประกอบกิจการค้าอื่นๆ อาทิ เรือเดินทะเลไปเมืองจีน ทำโรงสีข้าวและอื่นๆ ท่านยี่กอฮงก็ได้ตั้งอกตั้งใจทำการค้ามากมายหลายอย่าง ทั้งค้าขายกับคนไทยด้วยกันและกับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาค้าขายกับประเทศไทย จนมีโรงสีชื่อ “เคียมฮั่ว” เป็นของตัวเองในเวลานั้น

อันนามว่า “ยี่กอฮง” นั้นท่านได้มาเมื่อครั้นเข้าร่วมขบวนการลับแห่งหนึ่งที่ต่อต้านราชวงศ์ชิง - กอบกู้ราชวงศ์หมิง ด้วยบุคลิกลักษณ์การเป็นผู้นำของท่าน ทำให้ท่านก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งหัวหน้ารอง เพราะคำว่า “ยี่กอ ” จะมักใช้เรียกผู้ที่ตนนับถือในฐานะพี่รอง แม้ภายหลังสมาคมลับแห่งนี้ได้มีการเปลี่ยนพี่ใหญ่ หรือหัวหน้าใหญ่ใหม่ ท่านก็ไม่ขอรับตำแหน่งพี่ใหญ่ ยังคงความเป็นพี่รองต่อไป เมื่อครั้น ดร.ซุน ยัดเซ็น นักปฏิวัติแห่งสาธารณรัฐจีนเดินทางมาเยือนประเทศไทยก่อนโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ ท่าน ดร.ซุนได้มารู้จักสนิทสนมกับท่านยี่กอฮงเป็นอย่างมาก จนถึงกับขนานนามท่านยี่กอฮงว่าเป็น “ตี๊ย่ง” หรือ “ผู้มีสติปัญญาความกล้าหาญมาก”

ไม่เพียงแต่ท่านจะได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางในสยามประเทศเท่านั้น ตามประวัติเล่ากันว่าเดิมในยุคนั้นท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางแมนจู ขุนนางไต้หวันและขุนนางฝรั่งเศสด้วย รวมท่านได้เป็นขุนนางถึง 4 ประเทศในช่วงเดียวกัน อันเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลท่านเป็นอย่างมาก

ต่อมาบั้นปลายชีวิตของท่านในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง ทำให้ท่านเกิดปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรงจนถูกฟ้องล้มละลาย ทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดไปเป็นของหลวง รวมทั้งตัวบ้านของท่านด้วย แต่เนื่องจากท่านได้ประกอบคุณงามความดีให้แก่บ้านเมืองไว้เดิมเป็นอันมาก จึงอนุญาตให้ท่านอาศัยอยู่ในบ้านของท่านตรง สน.พลับพลาไชยไปจนตลอดชีวิต

แล้วในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2479 ท่านก็ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในบ้านหลังนี้รวมสิริอายุ 85 ปี ศพของท่านได้นำกลับไปฝัง ที่สุสานในเมืองปังโคย ประเทศจีน ในปีต่อมาครอบครัวของท่านก็ต้องย้ายออกจากบ้านพลับพลาไชย เนื่องจากหลวงอดุลเดชจรัส ผู้เป็นอธิบดีกรมตำรวจในสมัยนั้นมีความต้องการใช้บ้านของท่านมาเป็นโรงพักกลางแทนโรงพักสามแยกที่ถูกไฟไหม้เสียหายไป จึงทำการรื้อตัวอาคารเดิมทั้งหมดทิ้งลง แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน และสร้างศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงไว้บนโรงพักแห่งนี้ด้วย อันเป็นที่เคารพนับถือเป็นอย่างมากของเหล่าตำรวจและประชาชนทั่วไป

ต่อมาได้มีการก่อสร้าง สน.พลับพลาไชยใหม่อีกครั้งและศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงก็ยังได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. 2537 ด้วย บนดาดฟ้าชั้น 4 คู่กับสน.พลับพลาไชยให้ได้กราบไหว้ขอโชคลาภกันมาถึงปัจจุบัน


# 11
By หมอยา
On 2017-07-24 22:08:38

สักยันต์

สักยันต์ทางสายเมตตามหานิยม ของทางเมตตา นิยม วันจันทร์ ขึ้น ๓ ค่ำ (ได้เดือน ๓ ด้วยยิ่งดีครับ) วันเกิดขุนแผน
สักยันต์ทางสายทางคงกระพัน นิยมวันเสาร์ห้า    ของที่สำเร็จในวันนั้นจะมีพลังชัดเจนและเสื่อมยากครับ
สักยันต์ หนุมาน ทุกแบบ เลือกอังคารกับวันเสาร์ดีครับ วันพฤหัสบดี ส่วนมากลงเสริม องค์ครูปู่ฤาษีครับ
สักยันต์ สายพ่อแก่  พ่อครู วันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์ดีครับ 
สักยันต์ องค์เทพเทวา อังคาร พฤหัสบดี วันเสาร์ดีครับ
สักยันต์ นะ และอื่นๆทั่วๆไป ได้ทุกวันครับ
หมายเหตุ วันเสาร์บางท่านเลือก ขึ้น-แรม ๕ ค่ำ
             วันจันทร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ บางท่านเลือกแบบนี้ครับ

ยันต์ลักษณะต่างๆ 
ชื่อยันต์ (คลิกดูรูปยันต์) อิทธิฤทธิ์/อานุภาพ  ชื่อยันต์ (คลิกดูรูปยันต์) อิทธิฤทธิ์/อานุภาพ 
  ยันต์รัตนตรัย  ชนะศัตรู, เมตตามหานิยม...    ยันต์ตะกรุดโทน  กันอันตรายจากอาวุธทุกชนิด 
  ยันต์พุทธคุณ  คุ้มกันสารพัดภัย แคล้วคลาดจากอันตราย    ยันต์อาวุธทั้ง ๔  กันสารพัดภูตผีปีศาจ ถอนแก้คุณไสยทุกอย่าง 
  ยันต์กันสะกด  กันอันตรายจากขโมย    ยันต์โภคทรัพย์  ใส่ไว้ในกระเป๋าเงิน ทำให้เงินพอกพูนเพิ่มขึ้น 
  ยันต์มหาศิริมงคล  เป็นมงคลยิ่งนักและคุ้มภัยอันตรายทั้งปวง    ยันต์พญาหงส์ทอง  เมตตามหานิยม เป็นเสน่ห์ ทำให้ทุกคนรัก 
  ยันต์ยอดมงกุฎ (ด้านหน้า)  แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง    ยันต์พญาราชสีห์  คนเกรงขาม เป็นตบะเดชะ มีอำนาจ 
  ยันต์ยอดมงกุฎ (ด้านหลัง)  แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง    ยันต์พญาเสือ  คนเกรงขาม เดินป่าป้องกันสัตว์ร้าย 
  ยันต์บารมีพระพุทธเจ้า  กันภูตผี ปีศาจ ป้องกันอันตรายทั้งปวง    ยันต์พญาหนุมาน  อยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม 
  ยันต์มหาสาวัง  กันและแก้สารพัดโรคภัยและอันตราย    ยันต์ท้าวเวสสุวรรณ  กันภูตผีปีศาจทุกชนิด กันและแก้คุณไสย 
  ยันต์เมตตามหานิยม (ด้านหน้า)  เป็นเมตตามหานิยม เป็นเสน่ห์ทำให้คนรัก    ยันต์นางกวัก  สำหรับค้าขายให้มีกำไรดี ร่ำรวยเงินทอง 
  ยันต์เมตตามหานิยม (ด้านหลัง)  เป็นเมตตามหานิยม ทำให้คนหายโกรธ     ยันต์พระเจ้าเปล่งรัศมี  ไปไหนนำติดตัวไปด้วยทำให้คนรักใคร่ 
  ยันต์มหาอุด (ด้านหน้า)  คงกระพันชาตรี  เมตตามหานิยม      
  ยันต์มหาอุด (ด้านหลัง)  คงกระพันชาตรี  เมตตามหานิยม      
  ยันต์ห้ายอด  คุ้มกันภัยและอันตรายทั้งปวง      
  ยันต์การะเวก  สำหรับนักร้อง นักพูด นักเทศน์ วิเศษยิ่งนัก      
  ยันต์ตะกรุดมหาระงับ  เป็นยันต์นะจังงัง ยิง ฟัน แทงไม่เข้า         

 ตัวเลขกับลายสัก  การสักเป็นตัวเลขต่าง ๆ นั้น มีความหมายทั้งสิ้น เช่นการสักเป็น ตัวเลข ดังต่อไปนี้
เลข ๑ หมายถึง  คุณแห่ง พระนิพพาน อันยิ่งใหญ่
เลข ๒ หมายถึง  คุณแห่ง พุท โธ
เลข ๓ หมายถึง  คุณแห่งแก้ว ๓ ประการ ( พระรัตนตรัย ) และอีกความหมายคือพระไตรปิฎก
เลข ๔ หมายถึง  คุณแห่งมรรค ๔ ผล ๔, หมายถึงคุณแห่งพระโลกบาลทั้ง ๔, หมายถึงพรหมวิหาร ๔,
                          และหมายถึงพระฤาษีกัสสปะ
เลข ๕ หมายถึง  คุณแห่งศีล ๕
เลข ๖ หมายถึง  คุณแห่งไฟ หรือพระเพลิง, หมายถึงคุณแห่งพระอาทิตย์
เลข ๗ หมายถึง  คุณแห่งลม หรือพระพาย
เลข ๘ หมายถึง  คุณแห่งพระกรมฐาน, หมายถึงคุณแห่งศีล ๘, หมายถึงคุณแห่งพระอังคาร
เลข ๙ หมายถึง  คุณแห่งมรรค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑, หมายถึงคุณแห่งพระเกตุ
เลข ๑๐ หมายถึง  คุณแห่งครูบาอาจารย์, หมายถึงคุณแห่งอากาศ, หมายถึงคุณแห่งศีล ๑๐, หมายถึงคุณแห่งพระเสาร์ ๓๐ ทัศ
เลข ๑๒ หมายถึง  คุณแห่งมารดา, คุณแห่งพระคงคา, หมายถึงคุณแห่งพระราหูถ
เลข ๑๔ หมายถึง  คุณแห่งพระสังฆเจ้า
เลข ๑๕ หมายถึง  คุณแห่งพระจันทร์
เลข ๑๗ หมายถึง  คุณแห่งพระพุธ
เลข ๑๙ หมายถึง  คุณแห่งพระพฤหัสบดี
เลข ๒๐ หมายถึง  คุณแห่งพระเสาร์กำลังสอง
เลข ๒๑ หมายถึง  คุณแห่งบิดา, หมายถึงคุณแห่งพระธรณี, หมายถึงคุณแห่งพระศุกร์
เลข ๓๓ หมายถึง  คุณแห่งอักขระถ
เลข ๓๘ หมายถึง  คุณแห่งพระธรรมเจ้า
เลข ๓๙ หมายถึง  คุณแห่งพระแม่โพสพ หรือขวัญข้าว
เลข ๔๑ หมายถึง  คุณแห่งอักษร หรืออักขระ
เลข ๕๖ หมายถึง  คุณแห่งพระพุทธเจ้า
เลข ๒๒๗ หมายถึง  คุณแห่งศีล ๒๒๗


# 10
By หมอยา
On 2017-07-24 22:06:06

ฤาษี

เรียบเรียงจาก อาจารย์.ว.จีนประดิษฐ์      หนังสือตำนานพระฤาษี  
                พ.ต.อ. ชลอ อุทกภาชน์    หนังสือแว่นส่องจักรวาล ไว้ณ ที่นี้ครับ

   อาจารย์หมอยา ได้นำมาเขียนตามความเข้าใจ เพื่อไว้ให้ท่านทั้งหลายได้อ่าน ผิดถูกอย่างไรก็เป็นบทความหนึ่งเท่านั้น อ่านไว้เพื่อเป็นแนวทางครับไม่จำต้องเชื่อหรือยึดถือ ให้รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามครับ

พระฤาษี คนเราทั่วๆไปมักใช้เรียกขาน ผู้ที่ปฏิบัติตนสมถะ ผู้บำเพ็ญเพียร ด้วยจุดประสงค์ต่างๆเช่น ฤทธิ์ บารมี ความรู้แจ้งในบุญ-บาป ผู้ศึกษา ประพฤติ ปฏิบัติในวิชาการต่างๆ เช่น ว่านยา ไสย์เวทย์ จนจำแนกเป็นสี่ชั้นสำหรับความสำเร็จ คือ 

๑ ฤาษี 
๒ พรหมฤาษี 
๓เทวฤาษี 
๔มหาฤษี เป็นต้น 

ลักษณะต่างๆของฤาษี สำหรับผู้ยึดแนวปฏิบัติจะได้ทราบว่าท่านเป็นฤาษีแบบใด

ฤาษี ผู้ปฏิบัติตน อยู่ในสถานที่ต่างๆ ที่สะอาด ใช้เวลาการปฏิบัติตนในเวลากลางวันเป็นส่วนมาก
โยคี ผู้ปฏิบัติตน ในศาสตร์ของการดัดตน ทรมานตน การบังคับการลุกนั่ง กินนอน
มุนี ปฏิบัติแบบพราหมณ์ เป็นผู้ทรงความรู้เน้นด้านการใช้ปัญญาในการปฏิบัติ
พระดาบส ผู้ปฏิบัติตนคล้ายๆ โยคี แต่มุ่งไปในทางถือเพศพรหมณ์จรรย์เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย
ชฏิล ทำตัวเหมือนพราหมณ์ เกล้ามวย แต่งกายมอมแมม มักอยู่ไกลในถิ่นทุรกันดาร ไม่ตัดผม ตัดเล็บ
นักสิทธิ์ เป็นผู้ปฏิบัติเป็นนักบวชและในขณะเดียวกันบูชาเทพเทวาไปพร้อมกัน เน้นสัจจะ ความเที่ยงธรรม ความว่างเปล่า ความบริสุทธิ์
นักพรต เป็นผู้ปฏิบัติและด้วยศีลอันบรืสุทธิ์ ดำรงไว้ด้วยความสมถะ มักอยู่ในสถานที่ห่างไกลและสงบร่มเย็น
พราหมณ์ เน้นบำเพ็ญปฏิบัติสร้างบารมี และช่วยเหลือผู้คนทั่วไป ไม่เก็บตัวตามสถานที่ห่างไกล จะคงอยู่ในเมือง
*****************************
นอกจากนี้ยังมีการเอ่ยถึงพระฤาษีที่เป็นตัวแทนของกลุ่มดาวฤกษ์ เรียกว่ากลุ่มดาวหางจรเข้ (ทศฤษี) เป็นรายนามดังนี้ครับ
๑. พระโคดม                   ๖. พระกศป
๒. พระภรัทวาช                ๗. พระอัตริ
๓. พระวิศวามิตร               ๘. พระปเจตัส (พระทักษะประชาบดี)
๔. พระชมทัศนี                ๙. พระภฤคุ
๕. พระวิสิษฐ์                  ๑๐. พระนารท
ทั้งสิบพระฤาษีนี้เป็นตัวแทนหรือมีต้นกำเนิดมาจากพระศิวะหรือพระอิศวรครับ
********************************

ฤาษีแบ่งออกเป็นสี่กลุ่มดังนี้ครับ เพื่อสะดวกในการกล่าวถึงหรือเอ่ยในการทำพิธีต่างๆ ว่าท่านมาจากสวรรค์ชั้นใด
๑. ฤาษีชั้นพรหมฤาษี เช่น ฤาษีพรหมมา ฤาษีพรหมมุนี ฤาษีพรหมนารถ ฤาษีพรหมวาสมิกิ
๒. ฤาษีชั้นเทพ เช่น ฤาษีบรมโกฏิ ฤาษีประลัยโกฏิ ฤาษีนารอท ฤาษีนารายณ์ ฤาษีนาเรศ ฤาษีอิศวร ฤาษีพิฆเนศ ฤาษีเพชรฉลูกัณท์ ฤาษีปัญญาสด ฤาษีตาไฟ ฤาษีหน้าวัว ฤาษีหน้าเนื้อ ฤาศีปัญจสิงขร ฤาษีประโคนธรรพ
๓. ฤาษีชั้นมนุษย์  เช่นฤาษีโกเมน ฤาษีโกเมท ฤาษีโกมุท ฤาษีสัตตบุตร ฤาษีสัตตบัน ฤาษีสัตบงกช ฤาษีโคบุตร ฤาษีโคดม ฤาษีสมมิตร ฤาษีลูกประคำ
๔. ฤาษีชั้นอสูร เช่น ฤาษีคีรีเนศ ฤาษีท้าวเวสสุวัณ ฤาษีท้าวหัสกัณท์ ฤาษีท้าวหิรัญสูร ฤาษีพิลาภ ฤาษีพิรอด ฤาษีท้าวพลี ฤาษีอนัตยักษ์ ฤาษีวาณุราช ฤาษีวาหุโลม
*******************************************

 


# 9
By หมอยา
On 2017-07-24 21:03:32

ศาสนา

ศาสนาพุทธในประเทศไทย เป็นฝ่ายเถรวาท ส่วนศาสนาพุทธในธิเบตได้ผสมผสานศาสนาพราหมณ์เข้าด้วยกัน ได้มีการนำเอาพรหมหรือเทวดาบางองค์ที่มีฤทธิ์มากตั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ปรมาจารย์ผู้สร้างพระไตรปิฏกทางศาสนาพุทธให้ประเทศธิเบต มีสองท่านคือ องค์คุรุปัทมะภพและองค์นาครชุนทั้งสองท่านนี้นับถือศาสนาพราหมณ์มาก่อน เดิมอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ในกาลต่อมาได้ไปอาศัยอยู่ในธิเบต สืบต่อมามีความเลื่อมใสศาสนาพุทธ จึงได้นำหลักของศาสนาทั้งสองผสมผสานเข้าด้วยกัน เรียกขานกันทางตอนเหนือของประเทศอินเดียว่า พุทธศาสนาวัชรญาณ ครับ จุดมุ่งหมายในปลายทางในการปฏิบัติแตกต่างกับศาสนาพุทธในประเทศไทย ทางวัชรญาณ มุ่งไปที่สวรรค์ชั้นสูง ส่วนทางไทยมุ่งไปสู่การนิพพานครับ 
  พุทธศาสนาวัชรญาณ (มหาญาณ) 
                           เวลาช่วง ๙.๐๐ -๑๒.๐๐ น มุ่งเน้นทางหลักศาสนากับครูอาจารย์
                           เวลาช่วง ๑๔.๐๐ --น. เน้นทางประทับทรง รักษาคน พยากรณ์ ทำเครื่องลางของขลัง (โลกียยาน)
  พุทธศาสนาในไทย (เถรวาทหรือ หินยาน)  
                           เวลา ๖.๓๐-๘.๐๐ น. บิณฑบาตร ฉันภัตตาหารเช้า
                           เวลา ๙.๐๐--น. รับกิจนิมนต์ต่างๆ
                           เวลา ๑๑.๐๐-น. ฉันเพล 
                           เวลา ๑๓.๐๐ น. จำวัตร หรือศึกษาพระธรรม วิปัสนากรรมฐาน (วิปัสนาญาณ)
จะเห็นว่า ไม่มีกิจเรื่องดูดวง วัตถุมงคล หรือการยกขันธ์ กล่าวในกิจของสงฆ์สายเถรวาทแต่อย่างใด
หากใช้ผสมกันเมื่อใด ก็คงเสมือนเป็นทั้ง ลามะและพระสงฆ์ ในกายแห่งตนครับ....
   แต่ในกาลต่อมาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่ามีวัตถุมงคลต่างๆออกให้บูชา ด้วยมีเจตนารมณ์ในเชิงบุญ ให้ เป็นที่ยึดเหนี่ยว ในฝ่ายเถรวาท แต่หากไม่ทิ้งแนวทางแห่งวิปัสนากรรมฐาน ผลแห่งการนิพพาน จึงพบว่า การผสมผสานโดยไม่ทิ้งจุดยืน เป็นที่ยอมรับครับ ดังนั้นท่านผู้อ่านพึงพิจารณาเอาครับ ว่าท่านจะเลือกวางแนวทางของศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัย อย่างไร การอ่าน ศึกษา และเปิดใจให้กว้างเป็นแนวทางแห่งปัญญาโดยแท้ครับ สาธุการ

***********************************

  ศาสนาพรหมณ์หรือลัทธิพรหมณ์มีมาก่อนพุทธกาล และได้เจริญสูงสุดในสมัยพระพุทธเจ้าองค์ที่สาม นามว่า พระทีปังกาโร (พระทีปังกร) ส่วนพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทรงพระนามว่า พระสมณโคดม เป็นพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ในลำดับที่ ๒๗ วิชาที่พราหมณ์ใช้ ส่วนหนึ่งเรียกว่า อวิชา หรือไสยเวทย์ และเครื่องรางของขลัง  ซึ่งสามารถใช้ทำร้ายผู้อื่นได้หรือให้คุณผู้อื่นได้ ในเวลาเดียวกัน
        ในอดีต เมื่อยังไม่มีพุทธศาสนา คือนับแต่สิ้นพระพุทธเจ้าองค์ที่สาม พราหมณ์ โยคี ดาบส กลับมีอำนาจมากมาย เกิดการแย่งชิงอำนาจในระหว่างกลุ่มชนหรือประเทศต่างๆ พราหมณ์ โยคีหรือดาบส นักพรตต่างๆ ได้ครองอำนาจบางคนเป็นปุโรหิต ผู้นำด้านอาคมบ้าง ต่างได้จัดทำของขลัง วัตถุอาถรรพ์ ตะกรุด มีดหมอ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจเหล่าทหารๆ ได้นำติดตัวออกรบในสงครามจนได้ชัยชนะ ต่างพากันประจุอาคมลงในวัตถุดังกล่าว จนเป็นที่กล่าวขวัญยอมรับ
     จนเกิดการประกอบพิธีกรรมต่างๆเช่น ศาลหลักเมือง พิธีวางศิลาฤกษ์ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตลอดจนทำวัตถุมงคลออกแจกจ่ายให้ประชาชน เหล่าทหาร เพื่อให้เกิดกำลังใจ และรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของวัฒนธรรม 
     เครื่องลางของขลังมีผล ป้องกันภัยหรืออย่างไรดังนี้ครับ
๑. ด้านคงกระพันชาตรี ยิงฟันไม่เข้า ส่วนมากจะเกิดผลต่อหน้าครูอาจารย์เพราะ ผลทางความศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัยครับ หากไกลหรือลับหลังครูมักไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรครับ เช่นเมื่อสักยันต์เสร็จใช้มีดฟัน หรือเชือดคอเป็นต้น ส่วนเรื่องกระสุนปืน หากถูกลอบยิง นัดแรกๆมักด้านครับ หากผู้ถูกยิงรู้ตัวแล้วหันหลังกลับไปดู นัดต่อไปมักโดนเสมอครับ
๒. เรื่องทางด้านแคล้วคลาดจากอุบัติภัยต่างๆ
๓. เรื่องทางด้านเมตตามหานิยม

๔. ความเป็นมหาอุตม์ มีผลมาจากข้อหนึ่งแต่มากกว่าเรื่องฤทธิ์ มาจากเครื่องลางนั้นๆได้จัดทำขึ้นด้วยศาสตร์ลึกลับ จากพวกโยคี จอมขมังเวทย์ต่างๆ ซึ่งจัดทำขึ้นด้วยหลักวิชาต่างๆดังนี้
ก. การผสมธาตุต่างๆ (มวลสาร) ซึ่งต้องจัดหามาโดยสามารถรับถึงพลังงานต่างๆได้ โดยใช้ลมปราณเป็นสื่อในการจัดทำ  (pranic energy ) สำหรับ ผู้ประกอบพิธี หากเป็นผู้ที่ได้กำเนิดในฤกษ์ที่เหมาะสม ได้บำเพ็ญตนในทางพิธีย่อมให้ผลดีมากครับ
ข. การใช้พลังของกระแสจิต การนั่งปรกเพื่อรวบรวมพลังงานบรรจุลงในวัตถุต่างๆ ผู้ประกอบพิธี หากเป็นผู้ที่ได้กำเนิดในฤกษ์ที่เหมาะสม ได้บำเพ็ญตนในทางพิธีย่อมให้ผลดีมากครับ

ค. การใช้พลังลมปราณ (pranic energy ) เพื่อรวบรวมพลังงานบรรจุลงในวัตถุต่างๆ ผู้ประกอบพิธี หากเป็นผู้ที่ได้กำเนิดในฤกษ์ที่เหมาะสม ได้บำเพ็ญตนในทางพิธีย่อมให้ผลดีมากครับ โดยสายญาณของลมปราณแบ่งออกเป็น๖ สายญาณด้วยกัน 
ง.การตั้งธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ในวิชาไสย์เวทย์
จ. การบรรจุด้วยวิธี สัก เสก เลข ยันต์ คาถา ทิพย์มนต์
ฉ. การใช้วิชาลึกลับบรรจุลง วิชาอิลละมู วิชาเรยูกูระบัด ผสมเข้าด้วยกันทั้งสอง

สำหรับ ผู้ที่นำไปใช้หรือพกพาติดตัว วัตถุอาถรรพ์เหล่านี้จะส่งพลังงานออกมาเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยสารอะดรีนา ลีนเพราะ ฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น คือจะเปลี่ยน glycogen เป็น gluclose เป็นผลให้กล้ามเนื้อมีแรงมหาศาลครับ เหล่านี้จะก่อให้เกิดแรงกระตุ้น(stumulator) ทำให้จิตเกิดพลังมหาศาลเหนือสภาวะจิตสามัญหลายร้อยเท่า ดังจะเห็นเช่นคนลงหนุมานสามารถปีนเสาไฟได้อย่างรวดเร็วเป็นต้น บางท่านลงทรงสามารถใช้เข็มแทงตามร่างกาย
คำแนะนำสำหรับท่านที่สวมวัตถุมงคลหรืออื่นๆ ให้กล่าวคำอาราธนา 
พุทธังอาราธนานังโลเกมิ  ธัมมังอาราธนานัง โลเกมิ สังฆังอาราธนานัง โลเกมิ
เพื่อให้จิตของท่านตั้งมั่น ไม่ประพฤติกรรมชั่ว มุ่งแต่กรรมดี มีจิตที่เบิกบานครับ

**************************************

สำหรับการศึกษาข้อธรรมต่างๆ วิชาต่างๆ มีข้อหน้าสนใจหลักๆดังนี้
๑. การปฏิบัติจิตเข้าสู่ประตูพระนิพพาน ตามหลักวิปัสนากรรมฐาน the process of mind purification in buddhis meditation
๒. การรักษาโรคด้วยอำนาจจิต และตามหลักโยคศาสตร์ 
๓. พระธาตุและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปาฏิหาริย์
๔. การกำเนิดของทวยเทพในศาสนาต่างๆ
๕. กำเนิดพระภูมิประจำบ้าน
๖. เรื่องยาสั่ง
๗. อิทธิวิธีและเดรัจฉานวิชา white and black magic
๘. อำนาจของคุณไสย์ต่างๆ the influence of the black magic
   ฤาษียึดการปฏิบัติ สันโดษ contentment ( การใช้เสรีภาพในขอบเขตจำกัดของแต่ละบุคคล) มิใช่หมายว่า ให้แยกตัวออกจากสังคมอย่างโดดเดี่ยว หากหันหลังให้สังคมแยกตัวโดดเดี่ยว หันหลังให้กับความจริง อาจหลงผิดทางจนเกิดโรคจิตวิปริตได้ครับ 
************************

 


# 8
By หมอยา
On 2017-07-24 21:02:29

วิญญาณ

วิญาณศาสตร์ spiritualism การถ่ายทอดและเปลี่ยนแปลงวิญญาณ metem psychosis ตามหลักพระพุทธศาสนา ว่าไว้ดังนี้  การสืบต่อชาติภพต่างๆของมนุษย์หรือสัตว์ อวิชาเป็นต้นเหตุแห่งตัณหา ตัณหาเป็นต้นเหตุให้เกิด อุปาทาน อุปาทานเป็นต้นเหตุให้สร้างกรรม วนเวียนไปเช่นนี้ทุกภพทุกชาติ ได้มีการแบ่งวิญญาณของมนุษย์ออกเป็นสอง(อภิธรรมคหะฉบับพิศดาร)
๑. วิญญาณธาตุ(ปฏิสนธิวิญาณ)
๒. วิญญาณขันธ์ (จิต หรือ อายตนะ)
ได้กล่าวไว้ว่า หากวิญญาณไม่ก้าวสู่ครรภ์มารดา นามรูปจักเกิดไม่ได้ ในความเชื่อของพราหมณ์ ถือว่า วิญญาณเป็นอมตะ เป็นอัตตา  แต่ในทางพุทธ 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสามารถหยั่งรู้ด้วย โลกุตระปัญญา (super mudane intellect) ว่า ทุกสิ่งอย่างในโลกล้วนเป็น อนัตตา ทั้งสิ้น พระพุทธองค์ทรงเข้าใจความจริง ความเป็นไปของชีวิตขั้นสูงสุด (ความจริงชั้น ปรมัตหรือวิมุติสัจ) และในท้ายที่สุดพระพุทธองค์ทรงค้นพบ กฏธรรมชาติของการทำให้การหมุนเวียน ถ่ายถอดของวิญญาณสิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด(law of cessation of metempsychosis)เรียกว่า อาสวักขญาณ 
    ในมหาสีหนาทสูตรได้กล่าวถึงลักษณะการเกิดของมนุษย์และสัตว์ต่างๆออกเป็น ๔ ภพดังนี้
๑. ชลาพุชะ   คือการเกิดในมดลูก ในครรภ์มารดา
๒. อัณทชะ   คือการเกิดในฟองไข่
๓. สังเสทชะ คือการเกิดในโคลนตม สิ่งโสโครก เช่นเชื้อโรคต่างๆ
๔. โอปาติกะ คือเกิดโดยไม่มีบิดามารดา เป็นไปโดยแรงกรรม หรือกฏแห่งกรรม เช่น เทพ พรหม สัมภเวสี วิญญาณเร่ร่อน  อสุรกาย สัตว์นรกต่างๆ
     ภพของวิญญาณโอปาติกะแบ่งออกเป็นดังนี้

วิญญาณชั้นพรหม   ชั้น อกนิษฐพรหม เกิดโดยการลอยไปเกิด
วิญญาณชั้นสูงสุด อันดับ ๑ ชั้นพรหม มีดังนี้ เกิดโดยการลอยไปเกิด
     ๑. อรูปพรหม         มี ๔ ชั้น
     ๒. ปัญจมญาณ      มี  ๓ ชั้น
     ๓. จตุถญาณ         มี ๓ ชั้น
     ๔. ตติยญาณ        มี ๓ ชั้น
     ๕. ทุติญาณ         มี ๓ ชั้น
     ๖. ปฐมญาณ        มี ๓ ชั้น
วิญญาณชั้นสูง อันดับ ๒ ชั้นเทพ เกิดโดยการลอยไปเกิด
     ปรมิตสวัสดี
     นิมานนรดี
     ดุสิตา
     ยามา
     ดาวดึงษา
     จตุมหาราชิกา
วิญญาณชั้นกลาง วิญญาณมนษย์เกิดโดยการผสมพันธ์ (ชลาพุชะ)
วิญญาณชั้นต่ำ เกิดโดยลอยไปเกิด สัมภเวสี
                  เกิดโดยการผสมพันธ์ (ชลาพุชะ) วิญญาณสัตว์โลก
                  เกิดโดยลอยไปเกิด วิญญาณอสูรกาย  เวปจิตติ ปังสุ กาละกัญญิกา เปรต
วิญญาณชั้นต่ำสุด เกิดโดยลอยไปเกิด สัตว์นรกต่างๆ

************************************

 


# 7
By หมอยา
On 2017-07-24 21:00:51

กรรม

กระแสกรรมจะเกิดขึ้นโดยหลักสามประการ
๑. มโนกรรม ความตั้งใจที่จะทำ 
๒. วจีกรรม   การแสดงออกทางวาจา
๓. กายกรรม แสดงออกทางการกระทำ

 

กรรมตามหลักพระพุทธศานาได้แบ่งไว้เป็นสองประการหลักคือ
๑. การก่อกรรมโดยมีเจตนา
๒. กรรมที่ก่อขึ้นโดยไม่มีเจตนา
สำหรับกรรมที่เกิดขึ้นจะเจตนาหรือไม่ก็ตามได้จำแนนออกเป็นลักษณะดังนี้
๑. กรรมนิมิตร คือกรรมที่ก่อขึ้นในภพปัจจุบัน และได้รับผลกรรมนั้นๆนั้นทันที
๒. อุปปัทเฉทกรรม คือกรรมอันเกิดจากตั้งครรภ์ ภายในเวลาต่อมามีเหตุเช่นครรภ์เป็นพิษเด็กแท้งออกมาเองเป็นต้น และได้รับผลกรรมนั้นๆนั้นทันที
๓. อัปปราประเวทินิยกรรม คือการก่อกรรมโดยมีเจตนา กรรมที่ก่อขึ้นโดยไม่มีเจตนา และได้รับผลแห่งกรรมนั้นๆในภพต่อๆไป ไม่เห็นผลกรรมในภพปัจจุบัน
๔. กตักกะตากรรม คือกรรมที่ก่อขึ้นโดยไม่มีเจตนา และสามารถตอบแทนด้วยกรรมดีลบล้างไม่ให้ผลกรรมนั้นตามมาให้ผลต่อไป
๕. อนันตริยกรรมกรรม คือกรรม ๔ ประเภทที่ไม่สามารถลบล้างได้ คือ ปิตุฆาต มาตุฆาต อรหันตฆาต โลหิตบาท สังฆเภท
๖. อโหสิกรรม คือผู้ปฏิบัติกรรมนี้ เวรย่อมระงับไป
๗. อุปปิฬกกรรมคือคนที่ประพฤติทั้งกรรมดี-ชั่วสลับกันไป
๘. ทิษฐกรรมเวทนียกรรม คือกรรมที่ส่งผลในภพปัจจุบัน
๙. อุปัชชเวทนียกรรม คือกรรมที่ส่งผลในภพหน้า
๑๐.อุปัตถัมภกรรม คือกรรมที่ก่อแล้วส่งให้ก่อกรรมหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่นค้ายาบ้า
๑๑. อาจินกรรม(พหุลกรรม) คือกรรมที่ต่อเนื่อง เช่นฆ่าไก่ ฆ่าหมู
๑๒. อาสันนกรรม คือ กรรมที่เห็นผลตอนใกล้ตาย
๑๓. ชนกกรรม คือกรรมที่ส่งผลให้ภพหน้ามีความสุข งดงาม ผิวพรรณดี
*********************************************

  นอกจากอันตรายที่ทำลายสมาธิ ๑๐ ประการที่ได้เขียนไปแล้ว การฝึกจิตให้เป็นสมาธิ อาจารย์ได้อ่านในหนังสือเขียนไว้น่าสนใจ พบว่า จะต้องมีปัจจัย ๕ ประการด้วยกัน ดังนี้ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา การฝึกสมาธิ แบ่งความสำเร็จออกเป็นสามคือ ชั้นอ่อน ชั้นกลาง ชั้นสูง ครับ และในขณะฝึกสมาธิ ท่านควรตั้งอยู่ในพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เสมอครับ 
        อาจารย์พบว่า การฝึกสมาธิมีความซับซ้อน และขั้นตอนชี้แจงรายละเอียดไว้มากมาย ดังนั้นที่กล่าวไว้ในบทความนี้เพียงเพื่อความเข้าใจพอสังเขป สำหรับผู้มุ่งหวังทำสมาธิ อาจารย์มีประสงค์ให้เพื่อผลทางจิตใจสงบ ไม่หวั่นไหว มีกำลังใจดำเนินชีวิตประกอบสัมมาอาชีพถูกต้อง ไม่ก่อความเดือดร้อนหรือเบียดเบียนผู้อื่น สามารถสื่อหรือสัมผัสต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพเทวาครูอาจารย์ เข้าใจว่า บาป-บุญ เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ต่อไปการประพฤติ ปฏิบัติจะได้ไม่มีข้อสงสัยและตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาทครับ
      การประกอบกิจใดๆเช่น การทำมาหาเลี้ยงชีพ การบูชาเทพเทวา คงต้องยึดหลักอิทธิบาทสี่ คือ
๑. ฉันทะ  คือความสนใจ ศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัย
๒. วิริยะ   คือ ความพากเพียร ใส่ใจ บางท่านบูชาเทพนานวันไปไม่เคยดูแล เรียกว่าไม่สม่ำเสมอ
๓. จิตตะ  คือ ความมั่นคง ไม่หวั่นไหว หลายครู หลานตำหนัก
๔. วิมังสา คือ การพัฒนาการต่างๆ ในด้านความรู้ บารมี เป็นต้น

*********************************************

การฝึกสมาธิจิตตามหลักโยคศาสตร์ของพราหมณ์โบราณ ผู้ปฏิบัติจะต้องแบ่งวางที่ตั้งของจิตเป็น ๑๐ ขั้นดังนี้ 
ฐานที่  ๑  . กำหนดที่ตั้งจิตตรงสะดือ ทำใจให้ว่าง พิจารณาให้เห็นเหตุเกิดทุกข์
ฐานที  ๒  . กำหนดที่ตั้งของจิตเหนือสะดือขึ้นมา ๒ นิ้ว พิจารณาให้เห็นกองทุกข์
ฐานที่  ๓  . กำหนดที่ตั้งของจิต
เหนือสะดือขึ้นมา ๔ นิ้ว พิจารณาให้รู้เหตุที่เกิดอกุศลจิตแล้วดับเสียซึ่งเหตุ และสร้างกุศลจิตขึ้นมาแทน

ฐานที่  ๔  . กำหนดที่ตั้งของจิตกลางทรวงอกเพื่อละอกุศลจิตให้หมดไปแล้วพยายามทำจิตใจให้ผ่องใสบริสุทธฺ์เป็นกุศลธรรม
ฐานที่  ๕  . กำหนดที่ตั้งของจิตที่ขั้วปอดและหลอดลม กำหนดจิตให้รู้ความหลับตื่น ให้รู้อวิชาและวิชาคืออะไร
ฐานที่  ๖  . กำหนดที่ตั้งของจิตที่ปลายจมูกและกำหนดจิตให้รู้ถึงการเกิดดับของสังขารธรรม
ฐานที่  ๗ .  กำหนดที่ตั้งจิตระหว่างหัวคิ้วและจนเกิดเป็นอำนาจทิพย์จักษุ
ฐานที่  ๘ .  กำหนดที่ตั้งจิตกลางหน้าผากจะเกิดนิคมปัญญาพิจารณษให้รู้ถึงการเกิดดับของธรรมชาติ ของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
ฐานที่  ๙ .  กำหนดที่ตั้งของจิตกลางกระหม่อม จนเกิดอาคมปัญญาพิจารณาให้รู้สภาวธรรมของรูปและนามจนนำพาให้เกิดปัญญา
ฐานที่ ๑๐ . กำหนดที่ตั้งจิตเหนือท้ายทอย จนบังเกิดเป็นนิโรธสมาบัติ พิจารณาสภาวของรูปธรรม นามธรรม การละลายสภาวรูปธรรม นามธรรม 

อาจารย์หมอยาเห็นว่า ฐานทั้งสิบเขียนไว้อย่างละเอียดน่าสนใจ ทั้งยังซ่อนปมปริศนาไว้ จึงนำมาลงไว้พอสังเขป และจะได้กล่าวถึงอันตรายที่ทำลายสมาธิจิตไว้ดังนี้
๑. การเจ็บไข้ทั้งหลาย
๒. การขาดความว่องไว (ไหวพริบ)
๓. ความสงสัยลังเล ขาดศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัย
๔. ความประมาท (ถือดี อวดดี)
๕. ความเกียจคร้าน
๖. การกำหนดลมหายใจไม่ถูกต้อง
๗. ความหลงผิด
๘. การฝึกด้วยความใจร้อน ข้ามขั้นตอนต่างๆ
๙. การมีจิตใจที่มั่นคง
๑๐.อยู่ในช่วงที่มีความทุกข์ต่างๆเช่น (เป็นหนี้สิน เป็นคดีความ เสียญาติคนรัก)

 


# 6
By หมอยา
On 2017-07-24 20:59:27

ความ ตั้งใจในการเขียน ผู้เรียบเรียงต้องการสื่อถึงข้อธรรมและความเข้าใจเมื่อได้อ่านพุทธธรรมว่า มีความคิดเห็นเป็นเช่นไร เขียนไปตามความเข้าใจซึ่งอาจขัดแย้งความคิดเห็นของท่านก็ขอได้โปรดอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ.... หมอยา

ฤทธิ์-ปาฏิหาริย์-เทวดาแลเทพเทวา สรุปความในพุทธศาสนา ไม่สนใจว่า ฤทธิ์-ปาฏิหาริย์-เทวดาแลเทพเทวา มี อยู่จริงหรือไม่ เพราะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ในโลกของเราปัจจุบัน จะพอทราบว่า ในอากาศมีทั้งคลื่นวิทยุ คลื่นของสัญญาณทีวีและในโลกของอินเตอร์เน็ต หรือสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถสื่อสารได้ หากเรื่องเหล่านี้ได้นำกลับไปบอกกล่าวแก่บุคคลซึ่งย้อนเวลาไปหลายร้อยปี คงต้องถูกหาว่า สติไม่สมประกอบเป็นแน่แท้ครับ ในหลักของพระพุทธศาสนา สนใจว่า ในกรณีที่มีอยู่จริงเราควรปฏิบัติและมีท่าทีอย่างไรเป็นคุณสมบัติเบื้องต้นมากกว่า จะแบ่งกลุ่มคนได้เป็น ๒ กลุ่มคือ เชื่อ กับไม่เชื่อว่ามีสิ่ง เหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือเป็นของที่ผลุบๆโผล่ๆหรือลับๆล่อๆ ทำให้ผู้ที่ประสบด้วยตนเองเข้าใจและเชื่อมั่น แต่กับคนบางคนกลับไม่สามารถพบเจอ สำหรับการมีอยู่จริงของเทพเทวาในหลักพระพุทธศาสนาถือ ว่า ไม่ขัดแย้งในทางปฏิบัติ ไม่กระทบต่อหลักการของพระพุทธศาสนา แม้ว่าเทพเทวา-ปาฏิหาริย์ มีอยู่จริง การปฏิบัติหลักธรรมและเข้าถึงพระศาสนาสามารถทำได้เช่นกัน 

 อิทธิปาฏิหาริย์....เป็น อภิญญา คือความรู้ความสามารถพิเศษมีชื่อเฉพาะว่า อิทธิวิชา(อิทธิวิธิ)สามารถแสดงฤทธิ์ต่างๆเป็น โลกียอภิญญา จะพัวพันอยู่กับโลกมนุษย์เป็นวิสัยปุถุชนย่อมมีกิเลสปะปนครับ เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ การอ่านใจผู้อื่น การดูอดีต การดูอนาคต สิ่งเหล่านี้เกิดมาก่อนพุทธกาล ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา ในทางพระพุทธศาสนา มีญาณอันสูงส่งเรียกว่า อาสวักขยญาณ คือ อภิญญาในระดับโลกุตระ ทำให้จิตใจเป็นอิสระและทำให้ดับกิเลสดับทุกข์ได้ ซึ่ง นับว่าเป็นธรรมอันสูงสุดก็ว่าได้ครับ แต่ในความเป็นจริง การเรียนรู้ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปเรียกว่า ก้าวไปทีละขั้น ซึ่งบางท่านที่มีบุญบารมี ก็สามารถจะได้ทั้ง โลกุตรอภิญญา โดยได้ โลกียอภิญญาไปพร้อมกัน

อิทธิปาฏิหาริย์ แบ่งเป็น ๓ ประการดังนี้

๑. อิทธิปาฏิหาริย์ คือ การแสดงฤทธิ์ต่างๆ

๒. อาเทศนาปาฏิหาริย์ คือ การทายใจคนอื่นๆได

๓. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือ คำสอนที่เป็นจริงและนำไปปฏิบัติแล้วได้ผล

เทวดา คือ ผู้ ที่มีคุณธรรมสูง กว่ามนุษย์มากนับว่าเหนือกว่าถึง ๓ ประการ คือ อายุทิพย์ กายทิพย์ อิ่มทิพย์(สุขทิพย์) แต่ก็ยังนับว่ามีกิเลสอยู่บ้าง จึงยังไม่หลุดพ้นคำว่า

"วัฏฏสงสาร" ในความคิดคำนึงของมนุษย์เมื่อมีการตายเกิดขึ้น มักให้พรกันว่า "จงไปสู่สุคติเถอะ"คือหมายให้ไปเกิดเป็นเทวดานั่นเอง แต่ในทางกลับกัน เทวดาเองก็อยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ด้วยเหตุ ๓ ประการคือ

๑ . ความกล้าหาญ

๒ . ความมีสติ

๓ . การสามารถถือพรหมจรรย์ หากสามารถใช้ ๓ สิ่งที่มนุษย์มีประกอบคุณความดีแลปฏิบัติธรรมจะได้อานิสงน์ในกรรมดีที่ทำนั้นมากมาย 

เพราะโลกมนุษย์มีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นแหล่งที่รวม คนดี คนเลว ผู้มีธรรมอันสูงส่ง เป็นสถานที่ๆผู้ที่ได้เกิดมาบนโลกสามารถเลือกที่จะกอบกรรมดีหรือชั่วโดย อิสระ ต่างจากนรกหรือสวรรค์ซึ่งแยกคนดี-เลวไว้ชัดเจน

มนุษย์พยายามสร้างสัมพันธ์กับเทวดาเทพเทวาต่างๆโดยสามารถจำแนกออกได้เป็น ๒ วิธี ดังนี้

ประการ ๑ . โดยวิธีการอ้อนวอน เช่น การบวงสรวง เซ่นสังเวย การบูชา

ประการ ๒ . โดยการบังคับด้วยการบำเพ็ญพรต เช่น การทรมานร่างกายตนเอง

สรุปข้อปฏิบัติตนของผู้มีองค์เทพ

ข้อ ๑ . เมื่อ ปฏิบัติบูชาด้วยความมีศรัทธา เชื่อมั่น แลไม่สงสัย เป็นการต้องการบูชาด้วยใจบริสุทธิ์ เมื่อได้โลกียญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ให้เน้นไปในทางช่วยเหลือผู้คน ใช้อิทธิฤทธิ์ที่ได้ไปในทางประกอบคุณความดี

ข้อ ๒ . เมื่อ ทราบว่าอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์มีจริง ก็เป็นกำลังใจให้อยากประพฤติปฏิบัติธรรมในเวลาต่อมาครับ เช่นเข้าวัดทำบุญ ศึกษาพระธรรมไปด้วยเป็นการขัดเกลาจิตใจครับ

ข้อ ๓ . รู้จักการปล่อยวางจิตใจ ให้สบายไม่ยึดติด อย่ากลัวที่จะสูญเสียอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์เพราะหากท่านมั่นคง สิ่งเหล่านี้ก็จะคงอยู่กับท่านแล จัดเป็นการเข้าถึงพุทธศาสนาประการหนึ่งครับ


# 5
By หมอยา
On 2017-07-24 20:56:44

พานครู จำเป็นต้องมีครับ เพื่อใช้เป็นเครื่องประกอบพิธีต่างๆ เช่น บวงสรวง ไหว้ครู ตั้งหรือถอนศาลเป็นต้น ส่วนประกอบ
๑. ธูป ๕ ดอก
๒. เทียนขาว ๕ เล่ม
๓. พวงมาลัยกร
๔. หมากอย่างน้อย ๕ คำ 
๕. เงินกำนัลครู ๑๒ บาท

---------------------------------------------------------------------
ส่วนขันธ์ครู จุด ประสงค์ของขันธ์ครู...สำหรับท่านที่รับขันธ์มาแล้วได้ทำการล้างขันธ์มา เนื่องด้วยสาเหตุใดก็ตาม (เสื่อมศรัทธาในเจ้าตำหนักหรือผู้ประสิทธิ์ขันธ์) ควรขึ้นขันครูแทน โดยวิเคราะห์ดังนี้
๑. เพื่อเรียกขวัญของตัวเอง แลอยู่เย็นเป็นสุข มั่งมีศรีสุข
๒. เพื่อแสดงความกตัญญู ความเคารพต่อองค์เทพของตน
๓. เพื่อบูชาครูทั้ง๕ คือ ครูเทพเทวา  ครูอาจารย์ ครูอบรมสั่งสอน ครูอักษร ครูพักร์
๔. เพื่อเสริมสร้างบารมีแห่งตน
๕. สำหรับเจ้าตำหนักหรือผู้ที่ใช้วิทยาเวทย์รักษาคุณของผู้อื่นครับ
๖. เพื่อป้องกันเจ้าตำหนักเก่าหรือผู้ไม่หวังดีกระทำคุณไสย์ใส่
๗.เพื่อ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของตัวเอง... ให้รู้จักหมั่นดูแลรักษาหิ้งพระหิ้งบูชา.. สวดมนต์ตามโอกาสเป็นการปูแนวทางเดินของชีวิต ให้ใกล้ชิดพุทธศาสนาสืบไป
(หาก ท่านมีครู แลมีประสงค์จะขึ้นขันธ์ครู เป็นสิทธิส่วนบุคคลครับ ไม่มีใครสามารถชี้นำท่านว่าจะรับ-ไม่รับครับ จงเคารพในการตัดสินใจของตัวเอง มิใช่ให้ผู้อื่นชี้นำครับ)
------------------------------------ 
1. เรารับขันธ์ทำไม?
ตอบ การรับขันธ์ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้าย หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ครับ จุดประสงค์

ก. เป็นดวงจุติมาเกิดเพื่อเดินสายเทพ
ข. ได้ปฏิบัติบูชามาระยะหนึ่งแล้ว.. มีศรัทธา.. เชื่อมั่น .. ไม่สงสัย อย่ารับขันธ์ด้วยเพียงเหตุผลว่าโดนทัก หรือมีคนบอกให้รับขันธ์ครับ หากท่านขาดเหตุผลในข้อ ข. นี้ไม่สมควรรับขันธ์ครับ
ค. อย่ารับขันธ์เพราะความโลภ อยากรวย หรือทั้งๆที่ท่านยังเต็มไปด้วย ตัณหา ราคะ อยากได้ไม่สิ้นสุดครับ
ง. อาจารย์ไม่มีประสงค์เรื่องขันธ์เทพ เป็นกรณีหากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น เพราะได้มาง่ายรักษายาก เรียกว่าเสียมากกว่าได้ ท่านที่รับขันธ์จึงพึงสังวรณ์ไว้ว่า ผู้ที่รับขันธ์เสียมากกว่าได้ คือ เสียสละ ( คือการช่วยเหลือผู้อื่น ผู้ที่เห็นแก่ได้ไม่สามารถในข้อนี้ครับ) เสียเวลา (การบูชาต้องแบ่งเวลา) เสียความรู้สึก (ทำดีไม่ได้ดี ช่วยเขาแล้วได้ดีลืมบุญคุณ ไม่ได้ผลหรือได้ผลช้ากลับมาลบหลู่) เสียใจ (ศิษย์หรือกัลยาณมิตร ... เนรคุณ)

2. ข้าพเจ้าสามารถรับได้หรือไม่ ?
ตอบ ได้ครับ ถ้าตรวจพบแล้วว่ามีองค์เทพจริง และสามารถตอบปัญหาข้อ ๑ ด้านบนได้แล้ว

3. การรับหรือไม่รับใครกำหนดคะ ?
อบ เบื้องบนครับ คนทำฤาจะสู้ฟ้าลิขิต

4. แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตหรือไม่คะ ?
ตอบ ย่อมเกิดแน่นอน  คิดดีทำดี    จำเริญรุ่งเรือง
                             คิดชั่วทำชั่ว วิบัติดับสูญ...
                             คิดไม่ตกทำไม่ได้ ...อย่าทำ

5. อาการมึนหัว ตัวเย็น จะอาเจียนดังกล่าวเกิดจากสาเหตุใด
ตอบ อาการที่เกิดเป็นได้หลายกรณี  สัมภเวสี..เจ้ากรรมนายเวร.. กรรมลิขิต  หรือเทพเทวาครับ

6.แล้วเหตุใดคนอื่นๆที่เขารับขันธ์ถึงมีท่าทางแปลกๆ
ตอบ ขึ้นกับร่างทรงนั้นๆ ท่าทางแปลกๆวิเคราะห์ดังนี้
ก. การแต่งการแปลกออกไป... ถ้าแปลกมากไปเดินถนนคนว่าบ้าครับ
ข. อาจารย์เคยพบ งานไหว้ครู บางงาน ร่างทรงที่มาร่วมงาน องค์ลงก่อนเจ้าภาพครับ บางท่านสวดแข่งกับพราหมณ์ ที่เขาเชิญมาทำพิธี เรียกว่าไม่รู้กาละเทศะ หากร่างทรงใดมีพฤติกรรมเช่นนี้ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ก็ไม่สมควรไปงานครับ ยิ่งไม่สนิทเจ้าภาพยิ่งสมควรพิจารณาตัวเองครับ
ค. ร่างทรงบางท่านยึดติดมากไปครับ.. เวลาไม่ได้ประทับทรง ยังเดินตัวลอย คิดว่าตัวเองเป็นเทวดาก็มีครับ ต้องการให้คนมากราบกราน
ง. บางคนเป็นเจ้าตำหนักชอบโทรหายืมเงินลูกศิษย์..จิกเป็นรายๆ แบบนี้ไม่ไหวครับ (เช็คไป-เช็คมายืมไปทั่วครับ) .. กฏข้อ ๗ ของการเป็นเจ้าตำหนักควรรักษาไว้........
จ. มีบางท่านอ้างว่า เป็นผู้มีญาณหรือองค์เทพ..ใชัญาณหรือบารมี องค์เทพตรวจ... ลูกศิษย์ที่มาหากเป็นหญิงสาวมักกล่าวอ้างว่า ในอดีตหรือองค์ของทั้งสองเป็นสามีภรรยากัน.... ให้มาพบเจอกัน... มักพบได้เมื่อท่านไปเจอในเวบแล้วออนเอ็มหรือโทรหากัน ... โปรดใช้วิจารณญาณของท่านให้รอบครอบ หากท่านเป็นหญิงสาว....ไม่เว้นสาวน้อยหรือสาวใหญ่ หรือกำลังว้าวุ่นใจ สับสน โปรดระวัง

7. การรับขันธ์ครู หรือขันธ์เทพ อาจารย์หมอยามีประสงค์ว่า ขอให้ผู้ที่รับขันธ์นั้น มีเจตนารมณ์ที่จะบูชาเทพแห่งตนเป็นสรณะบูชาตัวเอง เรียกว่า ให้ความยอมรับนับถือตัวเอง... เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ในการประกอบอาชีพเพื่อความเจริญรุ่งเรือง ของตัวเอง เป็นคนดี มีที่ยึดเหนี่ยว หาใช่ให้ไปยึดติดกับเจ้าตำหนักใดๆก็หาไม่ครับ (มี บางท่านกล่าวโจมตีว่า ผู้ที่ไปรับขันธ์ เป็นผู้มีจิตใจอ่อนแอ ชอบเป็นเบ๊เป็นบ่าวผู้อื่น แบบนี้ก็เกินไป ใครจะเก่งเหมือนท่านละครับ) ความสามารถ การรับรู้และสภาวะแวดล้อม สำหรับบางท่านก็เหมือนโดนบีบคั้น ดังนั้น..... เวบองค์องค์เทพดอทคอมจึงก่อกำเนิดขึ้น เพื่อหวังว่า จะเป็นแนวทางเพื่อการศึกษาในศาสตร์แขนงนี้ครับ.. ให้เป็นเนื้อนาบุญสืบไป  
-----------------------------------------------------------------
๑. การครอบครู ไม่ทราบว่า จัดขึ้นหรือมีขึ้นดังประสงค์ใดเช่น มีพิธีไหว้ครู ครอบครู เป็นการจัดขึ้นเฉพาะกิจหรือเฉพาะกลุ่ม มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น 
๑.ไหว้
ครูโหราสาตร์ครูอาจารย์ครูเทพเทวา.....
๒.ไหว้ครูสักยันต์ครูไสยเวทย์....................
๓.ไหว้ครูนาฏศิลป์ครูดนตรีครูโนราห์............
๔.ไหว้ครูเจ้าตำหนัก...............................
๕.ไหว้ครูโดยคณะศิษย์จัดขึ้น .....มีวัตถุมงคลขาย.. มีกิจกรรมเหมือนขายบัตร
มี การตัดเงินถวายอาจารย์เป็นสัดส่วน.. แบบนี้สังเกตุง่ายครับเพราะครูอาจารย์ท่านนั้นๆจะไม่ค่อยพูด.. ทำกิจกรรมตามรายการและรายล้อมด้วยศิษย์ ไม่สามารถเข้าถึงตัวอาจารย์ได้
จุด ประสงค์ย่อมแตกต่างกันไปครับ.. แล้วอยู่ๆ มีการนำเศียรไปครอบให้กับผู้มาทำบุญทั้งๆที่ ....บุคคลผู้นั้น มิได้ร้องขอหรือมีเจตนาจะครอบ.. นั่นด้วยประสงค์สิ่งใด.. เพราะสี่ข้อที่กล่าวมาด้านบน ผู้ที่มางานทราบดีว่ามีพิธีครอบครู.. หาก ท่านไม่สบายใจ ให้ทำการอาบน้ำมนต์สามครั้ง อธิฐานขอคืนสิ่งที่ท่านไม่ได้มุ่งหวังจะมี หรือแรงครูแลอวมงคลต่างๆ ที่ได้รับมา ขอจงกลับคืนสู่ต้นทางคือผู้เปิดดวงครอบครูครับ

***************************************************

จำเป็นไหมที่ต้องไปงานไหว้ครู
๑. ไปงานไหว้ครูด้วยใจเคารพครูท่านนั้นๆ ด้วยความสบายใจ
๒. ไปงานไหว้ครูเพราะต้องการไปฟังพราหมณ์หรือคนชุดขาวสวดโองการบูชาเทพเทวา
๓. ไปเพราะเคารพเป็นศิษย์เป็นครู
......................................................

หลักปฏิบัติทั่วๆไป

๑. เมื่อท่านเป็นศิษย์มีครูแล้ว สามารถไปงานไหว้ครูที่อื่นๆได้ไหม สามารถไปได้ครับ ไปฟังพราหมณ์หรือหมอขวัญ คนชุดขาวทำพิธีได้ครับ...ไม่ว่าจะเป็นตามวัดหรือตำหนักต่างๆ
๒. ท่านสามารถไปรับการครอบครูที่อื่นๆ นอกจากครูของท่านได้หรือไม่... คำตอบต้องว่าไม่สมควรนัก..... เพราะมิได้เป็นศิษย์เป็นครูหรือมีความนับถือกันมาก่อน.. เพราะก่อนที่ท่านจะกราบครูอาจารย์ของท่านยังใช้เวลาไตร่ตรอง ...กับการพบปะหน้างานแล้วครอบครูเลย ต้องถือว่าไม่สมควรทำครับ
๓. ขณะครอบครู ควรลืมตาหรือหลับตา ควรก้มศรีษะหรือไม่....... อาจารย์บางท่านก็บอกลืมตา อาจารย์บางท่านก็บอกว่าหลับตา.. อาจารย์หมอยาจึงมีโอวาทแก่ศิษย์ดังนี้ เพื่อพึงใช้ปฏิบัติเพื่อเป็นบรรทัดฐานสืบไปว่า หากเป็นงานปีของครูบาอาจารย์ของท่าน.. เมื่อท่านได้รับขันธ์ปราวณาตนขอเป็นศิษย์โดยมี ศรัทธา เขื่อมั่น ไม่สงสัยเป็นที่ตั้ง ดังนั้นแล้วขณะมางานไหว้ครู เมื่อมาขอรับการไหว้ครู ควรก้มหน้า หลับตาระลึกถึงครูอาจารย์ทั้งห้า การก้มหน้าเพื่อเป็นการแสดงความนอบน้อมต่อครูอาจารย์ มิได้เงยหน้าสบตาเพราะ ไม่มีกังวลอันใดว่าครูหรือผู้ที่ดำเนินการครอบครูจะทำการสะกดองค์ของท่าน มีจิตรักแลกตัญญู ไม่มุ่งหวังเทียบบารมีครู .... แต่ในส่วนของการไปครอบครูกับคนอื่นที่มิใช่อาจารย์ของตน หากหลีกเลี่ยงได้ก็พึงละเว้นเสีย นอกจากครูท่านนัั้นๆมีความคุ้นเคยกันมาก่อน ใน ขณะครอบครูให้ท่านลืมตาแลไม่ก้มศรีษะครับ
**************************************
จริงไหมที่มีคำกล่าวว่ามีเทพแล้วจะครองคู่หรือทีคู่ยาก ถึงมีก็จะเลิกล้างกันไป
ตอบ วิเคราะห์ดังนี้ครับ

๑. เพราะการปฏิบัติที่มุ่งมั่นจนเกินความพอดี ขาดครูอาจารย์คอยเตือนสติ แบบนี้เรียกว่าหลุดโลกครับ
๒. เพราะวิสัยมนุษย์มักโทษคนอื่นก่อนโทษตัวเองครับ.... เช่นเกิดเหตุการณ์ไม่ดี เคราะห์กรรมต่างๆ มักโทษขันธ์ โทษเทพเทวา ว่าขันธ์ผี เป็นต้น โดยไม่ได้มองความประพฤติตนเองว่า ได้เคยก่อกรรมอันใดไว้ เช่น บางท่านเคยทำแท้งมา1-2-3-4-5-6-7-8-9-10ครั้ง เวลาคุยกับอาจารย์ น้ำเสียงหาได้มีความเสียใจหรือจิตสำนึกไม่ ผลกรรมย่อมติดตามมา ทำให้ท่านไม่มีความสุขในชีวิตคู่การครองเรือนครับ......  อาจารย์เคยได้ยินคำบอกเล่าจากปากลูกดวงว่า เคยไปดูหมอ กับหมอดูหรือพระอาจารย์ เพื่อดูเด็กในครรภ์(กำลังตั้งครรภ์) ว่าเป็นเช่นไร ได้รับคำทำนายว่า เป็นกาลีให้เอาเด็กออกหาไม่สามีจะมีภรรยาน้อยและตกต่ำ คู่สามี-ภรรยาก็ไปเอาเด็กออก เป็นเช่นนี้สองครั้ง ครั้งที่สามฝ่ายภรรยาไม่ยอมเก็บเด็กไว้เมื่อคลอดออกมา ฝ่ายสามีก็ไปมีภรรยาน้อยอยู่ดีครับ...  ฝ่ายลูกดวงก็บอกว่า หมอดูหรือพระอาจารย์ท่านนั้นมีชื่อเสียง อีกด้วย อาจารย์ที่ดูดวงเช่นนี้เลวมากครับหาที่เปรียบมิได้.. คงต้องตกนรกหมกไหม้ไปชั่วกัปชั่วกัลย์ครับ
๓. สามี-ภรรยา อยู่ด้วยกัน ไม่ให้ เกียรติซึ่งกันและกัน เช่นภรรยาไม่ให้เกียรติสามี พูดจาไม่มีหางเสียงแถมหยาบกระด้าง เห็นแก่เงิน รักครอบครัวตัวเองมากกว่าสามี เอาเงินที่สามีฝากไว้ที่ตัวเองไปให้คนอื่น ให้ครอบครัวตัวเอง เช่น ปล่อยกู้ ให้ยืม ยามขัดสนก็ด่าทอ ไม่ได้สนใจว่าเงินที่หามาได้ด้วยความเหนื่อยยาก และได้นำมาฝากไว้ มิใช่เงินของตน พูดจาก้าวร้าว หลบหลู่ดูหมิ่นสามีไม่พอแถมเลยเถิดไปยังองค์เทพเทวา สามี-ภรรยาท่านใดเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้พึงสังวรณ์ว่า การเคารพเทพเทวาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเหตุผลส่วนตัวและเป็นสิทธิ์เสรีภาพขั้น พื้นฐาน หากจาบจ้วงกันเมื่อใดก็ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ครับ หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดกระทำเช่นนี้ เรียกว่าไตร่ตรองไว้ก่อนแล้วมีเจตารมณ์จะเลิกกับฝ่ายตรงข้าม ครับ ทำเพื่อความสะใจทำได้ครับ แต่จะเสียใจภายหลังครับ

**********************************
ข้อสังเกตุ
๑. การที่เจ้าตำหนักโทรมาเร่งรัด หรือให้ศิษย์มาบีบคั้นให้ไปงานไหว้ครู
๒. โทรมาเร่งรัด
หรือให้ศิษย์มาบีบคั้นว่า ดวงตกต้องมาเสริมขันธ์
๓. โทรมาเร่งรัด
หรือให้ศิษย์มาบีบคั้นว่า ถ้าไม่มางานไหว้ครูจะมีอันเป็นไป

      เหล่านี้เป็นการบังคับ ข่มขู่ วิธีการต่างๆนานาสารพัดที่จะบีบบังคับให้ท่านไปงานไหว้ครูของเขาให้ได้ เช่นนี้แล้วพึงระลึกไว้เสมอว่า ไม่ถูกต้องและไม่จำเป็นต้องไปครับ ศรัทธาควรมาจากใจ มิใช่ข่มขู่ครับ จึงมีบางเวบที่ประณามร่างทรงหรือตำหนัก ก็นับว่าสมควรแล้วครับ 
    ทุกท่านที่เข้ามาศึกษา เวบองค์เทพ ขอให้นำบทความไปไตร่ตรอง จงเชื่อมั่นในการตัดสินใจของท่าน ควรมีจิตใจอันมั่นคง อย่ายอมสยบให้กับคำข่มขู่ หากวุ่นวายใจก็เลิกไปตำหนักนั้นๆเลยครับ งานไหว้ครูก็ไม่ต้องไปครับ จงเชื่ออย่างมีสติ เหตุผล ครับ
    เวบองค์เทพตอทคอม มีประสงค์ให้ท่านทั้งหลายได้ศึกษาบทความ ก่อนการตัดสินใจ ไม่ควรรับขันธ์เพราะแรงยุ เจ้าตำหนักสั่ง ถูกบีบบังคับ ไม่เต็มใจ เพราะเราเป็นคนพุทธย่อมบูชากราบไหว้พระพุทธองค์เป็นแรงใจอยู่แล้ว ส่วนกราบไหว้บูชาเทพ เป็นศรัทธาส่วนตัว เชื่อมั่น ไม่สงสัย เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจเป็นโชคลาภครับ หากปฏิบัติสายเทพภายใต้ความเกรงกลัวจะได้ประโยชน์อันใดครับ

 ******************************


# 4
By หมอยา
On 2017-07-24 20:44:55

ข้อปฏิบัติเมื่อพบว่าเป็นผู้มีองค์เทพ

เมื่อท่านได้มาตรวจองค์เทพในเวบนี้แล้ว...ได้รับคำตอบว่าท่านมีองค์เทพ ข้อควรปฏิบัติเบื้องต้น
๑. ท่านสามารถไปขอรับการตรวจองค์เทพเพิ่มเติม... ได้จากเวบไซต์อื่นๆที่ให้บริการ.. หรือการตรวจในลักษณะอื่นๆ สิ่งที่ควรทำ ไม่สมควรพาดพิงเวบองค์เทพดอทคอม.. เพราะท่านได้ทำการสาบานไว้ เมื่อมาขอรับการตรวจเบื้องต้นแล้ว เพราะผลแห่งการกระทำในความอยากรู้ อาจส่งผลเสียให้เกิดการแตกความสามัคคีได้ครับ
๒. ให้ทำการศึกษา หาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งทางเวบองค์เทพดอทคอม ก็มีข้อมูลต่างๆมากพอสมควร
๓. บางท่านใจร้อนรีบไปรับขันธ์..ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง
๔. ขอให้ทุกท่านเริ่มต้นด้วย ใจอันเป็นกุศล มี ศรัทธา เชื่อมั่น แลไม่สงสัยครับ
๕.
สำหรับ ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ตามกฏหมาย ควร มีผู้ปกครองชี้แนะเพราะ เจ้าชะตาอายุยังน้อยอาจตัดสินใจหรือรับขันธ์ทั้งที่ยังไม่พร้อม หรือไปรับขันธ์ผิดได้ครับ ด้วยทั้งยังขาดวุฒิภาวะ ประสบการณ์ชีวิต วิสัยทัศน์ และหลงตนเองว่ามีฤทธิ์มีเดชไปเที่ยวลองของผู้อื่น
ลำดับต่อมา... เป็นจุดประสงค์หรือเป้าหมาย ในการเดินสายเทพของท่านว่ามีเช่นไร
๑. อยากเป็นร่างทรง เป็นผู้วิเศษ
๒. อยากหายอาการเจ็บไข้
๓. อยากลบกรรมลิขิต โดยคิดว่าคนอื่นจะมองไม่เห็นกรรมนั้น
๔. อยากรวย
๕. อยากช่วยคน
๖. อยากมีเครื่องยึดเหนี่ยวให้เป็นคนดี
 
๗.อยากบูชาด้วย ศรัทธา.. เชื่อมั่น.. ไม่สงสัย

หลักการปฏิบัติเบื้องต้นของผู้มีองค์เทพ
๑ . งดหรือห้ามรับประทานเนื้อวัวควายตลอดชีวิต
๒ . ห้ามรับประทานเครื่องเซ่นบวงสรวงของคนอื่น (เครื่อง เซ่นบวงสรวง ของตัวเอง สามารถนำมารับประทานได้ครับ ของเซ่นไหว้บรรพบุรุษ หรือผีไม่มีญาติควรงดครับ เครื่องเซ่นที่ปักธูปดอกเดียว ควรงดครับ)

๓ . ห้ามรับประทานอาหารหรือของกินต่างๆในงานศพงานแต่งหากจำเป็นต้องไป ให้จุดธูปกลางแจ้ง ๑๖ ดอกบอกกล่าวขออนุญาติต่อองค์เทพ ที่ว่าไม่ควรกินอาหารที่งานศพ ด้วยเหตุว่า 
       ๑. ไม่ทราบว่าสะอาดหรือไม่
       ๒. ถ้าไปงานแล้วอยู่ไม่กี่ชั่วโมง ให้ทานอาหารจากบ้านไปครับ
       ๓. ถ้าอยู่ช่วยงานทั้งวัน เวลาจะกินให้ตักไปกินนอกศาลาครับ ให้จุดธูปบอกกล่าวต่อเทพเทวาหรือพนมมือตั้งจิตอธิฐาน ว่ามีเหตุจำเป็นเพราะ ผู้ที่ล่วงลับเป็นญาติผู้ใหญ่ จำต้องร่วมงานและช่วยงานศพให้ลุล่วงด้วยดี เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตา 
๔ . สวดมนต์เป็นประจำ ชีวิตจะรุ่งเรือง (ให้เปิดตาสวดมนต์ การนั่งสมาธิเพียงให้ใจสงบ ห้ามหักโหม)
๕ . ก่อนที่จะไปทำการรับขันธ์ ต้องทำพิธีอาบน้ำมนต์ ๓ ครั้งก่อนหากดวงท่านต้องรับขันธ์หรือเดินสายเทพครับ  การรับขันธ์ อาจารย์หมอยา ขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายครับ

มีข้อคิดเตือนใจ สำหรับ(ผู้ที่มีองค์เทพครับ) คือการครองเรือนครับ ข้อควรปฏิบัติดังนี้
๑. หากจะมีวันพิธีสำคัญเช่นไหว้ครูบูชาเทพประจำปี ประจำหิ้งบูชาตัวเอง ให้ลูกศิษย์ทุกท่านถือศีลให้บริสุทธิ์อย่างน้อย๒วัน ก่อนวันพิธีครับนับวันพิธีเป็นวันที่สามครับ
๒. ในระหว่างการไหว้ครู บูชาเทพที่หิ้งให้ รักษาระดับจิตใจ และอารมณ์ให้นิ่งและสำรวม
๓. ตั้งจิตอธิฐานถ้าจะมา ขอให้มาด้วยบุญฤทธิ์ มาด้วยบารมี มาด้วยสง่าราศรีครับ
๔. นอกเวลาการบูชา ขอให้ทุกท่านจงอย่าหลงติด คือสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติเช่นคู่สามี-ภรรยาโดยทั่วๆไปครับ 
๕. หากเป็นคู่สามี-ภรรยา ไม่อนุญาติให้แยกห้องนอนครับ ความ อบอุ่น ความใกล้ชิดจะหายไปครับ ให้ใช้ชีวิตตามปกติครับ (กรณีที่ร่างนั้นยังอายุไม่มาก จะเห็นได้ว่า หากขาดผู้ชี้นำปัญหาการครองเรือนมักตามมาด้วยความไม่เข้าใจกัน ระหว่างสามี-ภรรยา) 
๖. สำหรับการเปิดตำหนัก ผู้ที่เปิดตำหนัก การรักษาวินัยและศีลย่อมต้องเคร่งครัดกว่าธรรมดาครับ เพราะท่านไปยุ่งกับชะตาของผู้อื่น 
๗. สำหรับเจ้าตำหนักควรยึดหลักสามประการให้เป็นหลักเกณท์ในการปฏิบัติ
      ๗.๑ ไม่รักลูกศิษย์ (มีความสัมพันฉันท์ชู้สาว) ส่วนมาก มักพบปัญหานี้เสมอไม่ว่าเจ้าตำหนักจะหนุ่มหรือแก่ ดังนั้น จงระวังกาย ใจ ไว้เสมอ(ปาราชิก,สังฆาทิเสส)
      ๗.๒  ไม่โลภเรียกร้อง เงินทอง
      ๗.๓  ไม่โกรธถ้ามีผู้แนะนำตักเตือน
    ในท้ายที่สุด การบูชาเทพหรือปฏิบัติธรรม อาจารย์หมอยา ขอให้ศิษย์ทุกท่านได้ ประพฤติ ปฏิบัติในลักษณะสายกลาง ไม่หักโหมแต่ให้ดำเนินไปโดยสม่ำเสมอและมีศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัย แค่นี้ก็เป็นสุขได้ครับ เอวังก็มีด้วยประการเช่นนี้...สาธุการ
๘. ควรมีประคำประจำกายอย่างน้อย ๑ เส้น จะเป็นแบบใดแล้วแต่องค์เทพฃองแต่ละท่านครับ
๙.  เมื่อรับขันธ์มาปฏิบัติแล้วท่านเสพยา สารเสพติดเช่น ยาบ้า ยาอี ยาไฮ้ซ์
๑๐.ไม่ดื่มเหล้าในวันบวงสรวงเทพเทวา วันไหว้ครูของท่าน
๑๑.เมื่อ พราหมณ์หรือเจ้าพิธีกล่าวเชิญครูเทพบนสวรรค์มารับเครื่องบวงสรวง ร่างทรงไม่บังควรลุกไปหยิบเครื่องเซ่นบนโต๊ะ มากัดกิน ด้วยลีลาแปลกๆ เรียกว่าไม่รู้กาละเทศะครับ ท่านว่าผิดครูและจะเกิดอาเภทตามมาครับ
๑๒.คู่ สามี-ภรรยา หากผิดใจหรือทะเลาะเบาะแว้ง ไม่เข้าใจกัน มักเอาเรื่องของอีกฝ่ายที่นับถือเทพมากล่าวในทางเสียหาย ลบหลู่ดูหมิ่น ทั้งที่ไม่เคยคิดถึงสิ่งที่ตัวเองบกพร่อง จะต้องอวมงคล ธรณีสารครับ

-------------------------------------------

สิ่งที่ควรมีในผู้เดินสายเทพ 
๑. ควรมีสัมมาคาราวะ รู้จักให้เกียรติผู้อื่น
๒. ควรมีการรู้กาละเทศะ ว่าอะไรควรไม่ควร ของแบบนี้ไม่เชื่อก็ไม่ควรลบหลู่ครับ

๓. ควรรู้จักการครองตน ไม่ใช่ว่าเรียนวิทยาคมไสย์เวทย์มาเก่งหรือปฏิบัติสายเทพมา ไปอวดอ้างหรือไปลองภูมิ ลองของคนอื่น เรียกว่าไม่ประมาณตน หากจะโปรดหรือช่วยผู้อื่นก็ขอให้เป็นไปโดยสุภาพชน ด้วยน้ำใจไมตรี
นี่เป็นบทความที่ดีมากของท่าน tada โอม สดา ศิเวศวร อิสี มุณี ปุญญะ 
หลักแห่งการปฏิบัติที่พึงกระทำ 

1.ย่อมไม่โอ้อวดตน 
2.ย่อมไม่ละโมบ 
3.ย่อมไม่อหังการ 
4.ย่อมละทิฐิ 
5.ย่อมมีเมตตาเป็นที่ตั้ง 
6.ย่อมรู้จัก ละ ลด ปลด วาง 
7.ย่อมไม่ขวนขวายในสิ่งอันมิชอบมาเป็นของตน
-----------------
สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่งเมื่อจะเดินสายเทพ
๑. ขอในสิ่งที่เกินตัวเช่น ขอรางวัลที่๑ ขอแจ็คพ็อต๔๐ล้าน แต่ตัวเองไม่ขอรับขันธ์ใดๆทั้งสิ้น ไม่ของเป็นร่างทรงหรือเปิดตำหนักช่วยคน.. เรียกว่าขอเฉยๆ
๒. ตัวเองติดกรรมลิขิตเช่น ทำแท้งแลยังมิได้มีจิตสำนึก จะขอขมาลาโทษ
๓. ยังมิได้อาบน้ำมนต์สามครั้ง... ก่อนการรับขันธ์
๔. บางท่านเป็นเจ้าตำหนัก.. กลับขอบารมีต่อฟ้าที่มากเกินวาสนาแห่งตน.. ยามลงทรงอาจมีการเฉือนลิ้นหรือแทงปาก..
๕. ตัวเจ้าของร่างเองยังมิได้มี จิตเลื่อมใสศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะไปรับขันธ์ใดๆ
๖. ตัวเจ้าของร่างต้องคุณไสย์ อวมงคลต่างๆอยู่ก่อนแล้ว.. หากทำการรับขันธ์ เป็นไปได้สูงที่จะถูกสัมภเวสีเข้าสิงสู่.. มีบางเวบที่ด่าเรื่องขันธ์ผี .. คงต้องยอมรับว่า มีส่วนจริงครับเพราะเขาต้องการเตือน มิให้เข้ารับขันธ์โดยขาดการพิจารณาครับ
๗.การมุ่งมั่นมากเกินขีดจำกัด เช่น นั่งสมาธิกรรมฐานมากเกินไป สวดมนต์มากเกินไป ด้วยมุ่งหมายที่ฤทธิ์บารมีอยากสัมผัสกับการมีองค์เทพเกินขีดจำกัด
๘.บาง ท่านมาเดินสายเทพ คำแรกที่กล่าวคือ อยากเห็นผี อยากล่วงรู้อนาคต.. บางท่านเมื่อได้สัมผัสแล้วเสียสติก็มีครับ เช่นยกตัวอย่าง บางท่านไปเล่นเครื่องเล่นที่สวนสนุก เรือไวกิ้ง หรือตกหอสูง ใหม่ๆก็สนุกครับ พอไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ก็จะกรีดร้องไปเลย เครื่องเล่นเหล่านี้สามารถหยุดได้ แต่ถ้าเห็นผีหรือล่วงรู้แล้วไม่สามารถยุติได้ โปรดไตร่ตรอง
๙. การเห็นเรื่องเทพหรือสิ่งที่ผู้คนเขานับถือบูชา เป็นของเล่นสนุกๆ ขำๆ ลบหลู่ ความวิบัติจะเกิดกับบุคคลผู้นั้นครับ
๑๐. การสาบานแบบเพ้อเจ้อ หรือบนแบบพร่อยๆ เช่น กินเจตลอดชีวิต รวยหรือโชคดีแล้วจะกลับมาบูชา เรียกว่าพูดไม่คิด ขอให้ตนเองสมปราถนา ยามสวรรค์ลงโทษ จะสำรอกเอาสิ่งที่ตนเองกล่าวออกมา หรือล้วงเอาเลือดออกมาจากปากตัวเอง
ท่านใดยังติดใน๑๐ ข้อที่กล่าวมาขอให้ลดละเลิกไปเสียครับ
--------------------------------------
อาการของคนที่เริ่มจะเปิดองค์เทพ
๑. มีอาการเวียนศรีษะ หนาว-ร้อน เรอลมจากกระเพาะ เหงื่อออกมาก ขนลุก นอนหลับยาก หน้ามืดวิงเวียน
๒. ยามองค์เทพมาจะสื่อถึง กลิ่นธูป กลิ่นกำยาน กลิ่นหอมต่างๆ
๓. ยามสัมภเวสีมาเบียดบัง จะได้กลิ่นเหม็น กลิ่นสาปสาง(คนใกล้เคียงสัมผัสได้ครับ)
๔. ยามสัมภเวสีมาสิ่งสู่ หรือองค์เทพมาประทับมีลักษณะ อาการใกล้เคียงกัน แต่ลักษณะที่แสดงออกแต่งต่างกันโดยสิ้นเชิง (สัมภเวสีมา พูดจาหยาบคาย กินเครื่องเซ่นมูมมาม ลุก-นั่ง ไม่สำรวม บางคนนั่งเกาอวัยวะเพศตนเอง มีกิ่นเหม็นโชยมาจากร่าง เสพสุรา ร่ายรำไม่สำรวม)
๕. ร่างมีอาการผิดปกติ เสียขวัญ หรือคล้ายคนที่องค์ลงหรือเสียสติ เกิดจากการถูกลงโทษเพราะ ชอบบนบานศาลกล่าว ให้สัจจะต่อองค์เทพแล้วละเลยไม่ปฏิบัติตาม หรือไม่สามารถทำตามที่ให้สัจจะไว้
๕. ร่างมีอาการลงประทับแรง หรือควบคุมยาก มักเกิดจาก บารมีร่างรับไม่ทันกับองค์เทพ แก้ไขโดยการฝึกจิตให้เข้าถึงรักษาศีล สวดมนต์ รู้เท่าทันกิเลส ดำรงตนเป็นพุทธมามะกะ
ระงับความ โลภ โกรธ หลง ให้รู้จักพิจารณา ขันธ์๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)ธาตุ๔ (ดิน น้ำ ลม ไฟ )

-------------------------------


# 3
By หมอยา
On 2017-07-24 20:36:02
เจ้าตำหนัก
อนุโมทนา ครับ  ... คำนี้มักคุ้นเคยในหมู่ร่างทรงหรือวงการ สายเทพ... คุณสมบัติของผู้ที่สมควรเป็นเจ้าตำหนักที่ควรพบ หรือมีในตัวของเจ้าตำหนัก วิเคราะห์จุดเด่นๆมาได้ดังนี้ ถึงไม่เป็นทั้งหมดก็ควรมีแนวทางหลักๆไว้พิจารณา
๑. มีความพร้อมทางร่างกาย มีสุขภาพร่างกายปกติซึ่งสามารถประกอบกิจทางพิธีกรรมต่างๆด้วยตนเองครับ
๒. มีความพร้อมทางจิตใจ 
ก. ไม่มีปัญหาทางจิต(โรคจิต อุปทานหมู่) ตรวจโดยจิตแพทย์ หลักโหราศาสตร์ หรือได้รับการยอมรับโดยสังคมว่า พฤติกรรมเป็นปกติ 
ข. มีจิตใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น หรือมีความปราถนาดีต่อคนรอบข้าง
๓. ผ่านการตรวจองค์เทพ แลพบแล้วว่ามีองค์เทพ  
๔. มีความประพฤติหรือพฤติกรรมที่ดี เป็นที่ยอมรับในสังคม
๕. ผ่านการรับขันธ์ บูชาเทพ 
ก. มีการประทับหรือสื่อกับเบื้องบน 
ข. มีการได้มาซึ่งภาษาเทพมาก่อน
๖. มีศรัทธา.. เชื่อมั่น .. ไม่สงสัย 
ก. มิใช่คิดอยากเปิดตำหนักก็ทำ เบื่อไม่อยากทำก็อ้างว่า ไม่มีเวลาปิดตำหนักไว้เฉยๆ นานๆตัวเองถึงจะขึ้นไปไหว้ครูอาจารย์ที่หิ้งสักครั้ง 
ข. สัจจะที่กล่าวว่าจะช่วยคน เมื่อหลุดจากปากยามเปิดตำหนัก ถือว่าท่านได้มอบกายถวายตัวเพื่อการนี้ ต่อเทวดาฟ้าดิน
ค. สามคำด้านบนเป็นสิ่งที่ท่านพึงยึดเป็นสรณะ ตราบยังมีลมหายใจ
๗. เป็นผู้เกิดใหม่ (ตายแล้วฟื้น โคม่า มาก่อน)หรืออุบัติเหตุอย่างหนักมาก่อน สิ่งนี้เป็นลิขิตสวรรค์ไม่สามารถกำหนดได้เอง
๘. มีวุฒิภาวะ วัยวุฒิ พอสมควร
๙. เจ้าตำหนักไม่ติดสุรา ของมึนเมา สิ่งเสพติด สีกา สีชาย
---------------------------------------- 
      ปัญหาที่เจ้าตำหนักมักพบเจอ
๑. การลงประทับไม่แน่น กรณีนี้เรียกว่าบารมีไม่พอ ในบางรายแรกๆปฏิบัติดี องค์พระท่านมาจับแน่น นานวันไปการรักษาศีลขาดตกบกพร่อง มีการประพฤติผิดครู มีการผิดศีลข้อกาเม คดโกงลูกศิษย์ จะเกิดอาการเช่นนี้ตามมาครับ
๒. การลงประทับแบบสลับร่าง กรณีนี้เรียกว่าบารมีไม่พอ เนื่องมาจากดวงเจ้าสำนักเป็นคนดวงแตก ฤกษ์บนกำเนิดเสีย 
๓. เจ้าตำหนักเองต้องอวมงคล เกิดอาการเจ็บป่วยตามมา มักเป็นผลมาจากการรักษาหรือช่วยเหลือ ลูกศิษย์ที่มีทุกข์เช่น โดนคุณไสย์ โดนของ ต้องอุบาทว์มา หรือมีเจ้ากรรมนายเวรติดมา แลตัวเจ้าตำหนักเอง มิได้ทำการปัดอุบาทว์ออกจากกายครับ แถมลูกศิษย์พอคลายทุกข์ โชคดีร่ำรวยก็หายเข้ากลีบเมฆ ไม่เคยคิดทำบุญกับครู  ไม่เคยทำบุญให้เจ้ากรรมนายเวรของตน ปล่อยภาระนี้ให้เป็นหนี้กรรมของเจ้าตำหนักครับ
๔. การลงประทับแบบสลับร่าง กรณีนี้เรียกว่าบารมีไม่พอ เมื่อรับแขก หรือลูกศิษย์ที่มีญาณบารมีสูง หรือต้องการสะกดผู้ที่เข้าหา ก็จะใช้วิธีสลับร่าง หาองค์ที่ใหญ่กว่ามา การทำเช่นนี้เมื่อกระทำบ่อยครั้งเข้า ผลเสียที่ตามมา บางท่านเวลางานครู งานปีต้องเชือดลิ้นแทงแก้มเป็นการชดเชย เมื่อกระทำบ่อยๆและผิดครูโดยไม่รู้ตัว นานวันเข้าอาจกลายเข้าสู่ทางมาร กลายเป็นตำหนักผี คนเล่นของไปโดยไม่รู้ตัวครับ
--------------------------------------------

# 2
By หมอยา
On 2017-07-24 20:20:44

การกำเนิดของทวยเทพและวิญญาณ(the story of god and satellites) ในคัมภีม์มหาสีหนาทสูตรได้กล่าวไว้ว่า การกำเนิดของทวยเทพและพรหมล้วนอาศัยอำนาจแห่งกรรม เป็นการเกิดในภพแบบ โอปปาติกะ
       ความเป็นอยู่ของเทพไม่รับอาหารทางกายหยาบ ทุกสิ่งล้วนเป็นทิพย์ เนื่องด้วยเทพท่านเป็นการดำรงอยู่ด้วยกายทิพย์นั้นเอง
       ลักษณะทางสังคมของเทพ จะพบว่ายังมีเรื่องของโลกีย์ ในชั้น
จตุมหาราชิกา มีการเสพเมถุนแต่ไม่มีน้ำอสุจิ
มายา           ไม่มีการเสพเมถุน เป็นไปในลักษณะเคล้าคลอ กอดรัด
ดีสิตา           ไม่มีการเสพเมถุน เพียงแค่สบตา
ปริมิตสวัสดี     ไม่มีการเสพเมถุนเลย
***********************************

การรักษาโรคด้วยอำนาจจิต (psycho-therapy)แบ่งวิธีรักษาออกเป็น 2 ประเภท
๑. ตามหลักวิทยาศาสตร์ ทางจิตแผนใหม่ (modern psychology)
    ก. โดยการสะกดจิต( hypnosis) การเข้าไปในภวังค์จิต สั่งการให้เป็นไปตามต้องการ
    ข. ทางจิตบำบัด (psychotherapy) การบูชา ยึดมั่นจนเกิดศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัย

๒. การรักษาโรคด้วยจิตตามหลักโยคศาสตร์ 
    ก. รักษาด้วยพลังฝ่ามือ ของผู้ให้การรักษาไปยังผู้รับการรักษา
    ข. โดยการถ่ายทอดพลังลมปราณแก่คนไข้ เช่น
         ข.๑ เพ่งพลังจิตไปยังจุดที่ต้องการการบำบัดบนร่างกายของผู้รับการรักษา
         ข.๒ โดยพลังลมปราณผ่านไปยังน้ำเรียกว่าการอาบน้ำมนต์
หมาย เหตุ ในข้อ ข.๑ และ ข.๒ ผู้ที่จะปฏิบัติดังที่กล่าวในข้อนี้ ควรเป็นผู้ที่กำเนิดในฤกษ์เฉพาะ มีชีวิตหลังความตาย และมุ่งปฏิบัติในแนวทางนี้ชัดเจน เพราะผลกระทบ อุบาทว์ ธรณีสารอาเภทต่างๆจะย้อยกลับไปที่ตัวเจ้าพิธี หากเจ้าพิธีเรียนผูกมิได้เรียนแก้ จะพบว่า เริ่มมีปัญหาครอบครัว หนี้สิน คดีความ แท้ง และอื่นๆตามมาครับ 
    หากเป็นพระ ผู้ทรงศีลหรือฤาษี ไม่นานจะต้องอาบัติ อาบัติมี ๗ อย่าง คือ 
๑ ปาราชิก ๒ สังฆาทิเสส   ๓ ถุลลัจจัย  ๔ ปาจิตตีย์  ๕ ปาฏิเทสนียะ   ๖ ทุกกฏ    ๗ ทุพภาสิต

*************************************

อาจารย์หมอยาจะกล่าวถึง การปฏิบัติตนสำหรับการศึกษาข้อธรรมต่างๆ วิชาต่างๆ มีข้อหน้าสนใจหลักๆดังนี้
    การปฏิบัติจิตเข้าสู่ประตูพระนิพพาน ตามหลักวิปัสนากรรมฐาน the process of mind purification in buddhis meditation ผู้ที่มุ่งหวังปฏิบัติตามรอยพระพุทธองค์ สามารถยึดเอาเป็นแนวทาง ธรรมของพระพุทธองค์เป็นกลาง มิใช่ของผู้หนึ่งผู้ใดครับตามขั้นตอนต่างๆดังนี้
๑. ผู้ฝึกหรือผู้ปฏิบัติเป็นนักบวช คงต้องหาวัดที่มีเจ้าอาวาสที่เปี่ยมบารมีเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติ
๒. ผู้ฝึกเป็นฆราวาส สถานที่ปฏิบัติควรเป็นที่อยู่อาศัยของท่าน ในหนึ่งวันควรใช้เวลา 3-5-10-30-60 นาทีในการปฏิบัติระยะเวลาที่ใช้ ขึ้นกับผู้ปฏิบัติแล้วแต่ความเหมาะสม และเมื่อเสร็จกิจดังกล่าวควรเป็นเวลาที่ท่านเข้านอนครับ ปฏิบัติดังนี้เป็นวิธีการทางจิตบำบัดที่ดี(psychotherapy)
๓. สำหรับผู้มีจิตว่าจะสละทางโลกอย่างสมบูรณ์ ควรแยกตัวไปอยู่ไกลๆเช่นตามป่าหรือสถานที่สงบ ดังนั้นท่านสามารถเลือกแนวทางของท่านได้สามทางที่กล่าวมาครับ
๔. ควรอาบน้ำชำระกายให้สะอาดสดชื่น สามารถใช้หิ้ง ที่นอนเป็นที่ฝึกสมาธิได้ครับ การนั่งสมาธิที่แนะนำกันเป็นแบบขัดสมาสเท้าขวาทับเท้าซ้ายหัวแม้มือขวาจรด หัวแม่มือซ้าย หลังเหยียดตรงตามองตรง (buddha posture) บางท่านไม่สามารถนั่งได้ ด้วยข้อเข่าไม่สมบูรณ์ก็ให้นั่งในท่าที่สบาย หากนั่งแล้วรู้สึกเมื่อยขบก็ถือว่าเพียงพอแล้วไม่ควรฝืน หากฝืนไปอาจก่อให้เกิดอันตรายเช่น ตาตุ่มเท้าที่วางทับกัน อาจทับหรือกดเส้นเลือดเส้นประสาท ทำให้มีผลข้างเคียง อาจารย์หมอยาเคยไปบางวัดเจ้าอาวาสชอบนั่งสมาธิ นั่งๆไปนั่งมาเป็นง่อยครับเวลามานั่งในโบสถ์หรือทำพิธีต้องอุ้มมาครับ  ใหม่ๆงงครับว่าทำไมนั่งได้นานไม่ขยับไปไหน  หลังนั่งสมาธิแล้วควรนอนเหยียดตรง เพื่อผ่อนคลายร่างกาย การกำหนดลมหายใจเข้า-ออกเป็นที่ตั้ง
      ที่อาจารย์นำมากล่าวเป็นเพียงหลักเบื้องต้น สำหรับผู้นำไปปฏิบัติ มีประสงค์ให้ท่านทั้งหลายนำไปใช้ แต่ไม่ควรมุ่งมั่นจนมากเกินไปจนลืมว่าท่านยังไม่ได้ ทำกิจอื่นที่ค้างอยู่ เพราะในโลกของความเป็นจริงชีวิตต้องดำเนินต่อไปครับ 
นเสาร์ที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๒ ขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๒ ปีฉลู

อนุโมทนา ครับ ท่านสมาชิก เนื่องจากทางอาจารย์หมอยาและเวบองค์เทพดอทคอม ได้ให้บริการตรวจองค์เทพแลมีคำตอบให้ ในคำตอบนั้นบางท่านอาจเกิดความสงสัยจึงขอเรียนชี้แจงว่า  เจตนารมณ์ของเวบ
๑.ทำเพื่อบูชาครูเทพเทวาครูโหราศาสตร์ 
๒.อุทิศกรรมดีให้แก่..........
คุณพ่อเชืองเซ็ง แซ่หว่อง
คุณแม่เง็กลั้ง แซ่ก๊วย
ผู้ล่วงลับ ด้วยความอาลัยอาจารย์หมอยา เป็นแค่หมอดูจนๆท่านหนึ่งเท่านั้น บุญกุศลที่สามารถทำได้ก็คงเป็นเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่สามารถทำได้ตลอดเวลาไม่ว่าเวลาไหน 
๓.เพื่อบันทึกแลศึกษาวิชาโหราศาสตร์ไทย ซึ่งลึกซึ้งแลสูงล้ำค่ายิ่ง ตามคำสอนของบรมครูว่า เรียนโหราศาสตร์นี่ต้องบันทึก แลศึกษาเพิ่มเติมเสมอไปครับ

คำตอบในการตรวจองค์เทพจะมีดังต่อไปนี้ตามผลงานวิจัยเบื้องต้น ซึ่งนับว่าเป็นงานต้นแบบเรียกว่า demo ซึ่งจะพยายามปรับปรุงให้สมบูรณ์ เท่าที่จะสามารถเป็นไปได้ครับ ตามกำลังเฒ่าชราผู้หนึ่งจะสามารถทำครับ ถูกใจท่านหรือขัดหูขัดตาท่านหนึ่งท่านใดก็ขอ ขมาต่อท่านนั้นๆ
๑.ท่านมีองค์เทพ แสดงว่า เป็นการมีองค์เทพที่เวลาท่านไปดูหมอที่ไหนหรือตำหนักเขาจะทักท่านว่า มีองค์เทพแต่ไม่ต้องรับขันธ์บางตำหนักก็จะให้ขึ้นขันธ์ครู ในกรณีนี้บางท่านจะมี วิญญาณบรรพบุรุษคอยคุ้มครอง หรือมีเทวดารักษาอยู่ครับ ขึ้นอยู่กับบุญเก่าที่ท่านสะสมมาในอดีตชาติด้วยครับ ต้องพิจารณาจุดนี้ด้วยครับ.... วิเคราะห์ได้ดังนี้ครับ
ก. ท่านยังไม่สมควรรับขันธ์ ให้ศึกษาบทความในเวบนี้ จะเข้าใจอะไรได้พอสมควรครับ อย่าด่วนรับขันธ์ทั้งๆที่ท่านยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ
ข. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติและมีนิมิตกับองค์เทพ มาบ้างพอสมควร
ค. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรเป็นผู้ที่มีศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัย
ง. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรเป็นผู้ที่มีอาการรับรู้ สัมผัสหรือเห็น นิมิตต่างๆชัดเจน ไม่สบายวันพระวันโกนเป็นต้นครับ
จ. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรตรวจกรรมลิขิต หากท่านไม่ติดค้างการทำแท้ง เนรคุณ จึงสมควรรับขันธ์ครูได้ครับ
ฉ. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรมั่นใจว่าสามารถดูแลขันธ์ของตนเองได้

************************************************** 

๒.ท่านมีองค์เทพชัดเจน แสดงว่า เป็นการมีองค์เทพ ที่เวลาท่านไปดูหมอหรือตำหนักทรง เขาจะทักว่ามีแลให้ท่านรับขันธ์ โดยระดับความมั่นใจในการทำนาย ของเจ้าตำหนักหรือหมอดูมีน้ำหนักมากกว่าลำดับที่๑ เป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจบาง ท่านอาจมีอาการขนลุก หรืออาการแปลกๆเหมือนจะอาเจียนและ อาการประหลาดอื่นๆ จนตัวเจ้าของเองก็แปลกใจ.....ในกรณีนี้ อาจมีวิญญาณบรรพบุรุษหรือเทวดามารักษา ก็ขึ้นอยู่กับกรรมดีในอดีตชาติส่งผลมาครับ ข้อควระวัง หากเป็นการมีวิญญาณติดตาม แลเป็นสัมภเวสี อาจมีการตัดสินใจเรื่องมีองค์เทพแลให้ท่านรับขันธ์ กรณีนี้ผู้รับคำทำนายจึงควรไตร่ตรองเพราะทางเวบได้เตือนไว้แล้วว่า ให้การรับขันธ์เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยที่แยกแยะจนชัดเจนก่อนจึงจะไม่เกิดปัญหาภายหน้า   วิเคราะห์ได้ดังนี้ครับ
ก. ท่านยังไม่สมควรรับขันธ์ ให้ศึกษาบทความในเวบนี้ จะเข้าใจอะไรได้พอสมควรครับ อย่าด่วนรับขันธ์ทั้งๆที่ท่านยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ

ข. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติและมีนิมิตกับองค์เทพ มาบ้างพอสมควร
ค. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรตรวจกรรมลิขิต หากท่านไม่ติดค้างการทำแท้ง เนรคุณ จึงสมควรรับขันธ์ครูได้ครับ
ง. มีโอกาสควรอาบน้ำมนต์ให้ครบสามครั้งในเวลาสามเดือนครับ
จ. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรมั่นใจว่าสามารถดูแลขันธ์ของตนเองได้ 
ฉ. ท่านควรมีศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัยครับ 

***********************************

  ๓.ท่านมีองค์เทพแบบปฏิบัติ แสดงว่า เป็นการมีองค์เทพในแบบที่เจ้า ตัวเอง บางครั้งไม่ทราบมาก่อนว่าตัวเองมีองค์เทพ ในกาลต่อมาเมื่อตัวเอง ได้เข้าไปสัมผัสหรือเข้าพิธีกรรมบวงสรวง หรือเกี่ยวข้องกับร่างทรงตำหนัก ต่างๆ การได้ไปงานไหว้ครูครอบครูต่างๆ ก็จะเกิดอาการขนลุกหรืออาการแปลกๆเหมือนจะอาเจียนและ อาการประหลาดอื่นๆ จนตัวเจ้าของเองก็แปลกใจ..... ท่านเหล่านี้เมื่อได้ทำพิธีกรรมตามคำแนะนำ ก็สามารถทำการเดินสายเทพในรูปแบบที่ถูกที่ควรก่อน โดยยังไม่ควรด่วนรับขันธ์โดยพละการ ในกรณีนี้ อาจมีวิญญาณบรรพบุรุษหรือเทวดามารักษา ก็ขึ้นอยู่กับกรรมดีในอดีตชาติส่งผลมาครับ ข้อควระวัง หากเป็นการมีวิญญาณติดตาม แลเป็นสัมภเวสี อาจมีการตัดสินใจเรื่องมีองค์เทพแลให้ท่านรับขันธ์ กรณีนี้ผู้รับคำทำนายจึงควรไตร่ตรองเพราะทางเวบได้เตือนไว้แล้วว่า ให้การรับขันธ์เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยที่แยกแยะจนชัดเจนก่อนจึงจะไม่เกิดปัญหาภายหน้า   วิเคราะห์ได้ดังนี้ครับ
ก. ท่านยังไม่สมควรรับขันธ์ ให้ศึกษาบทความในเวบนี้ จะเข้าใจอะไรได้พอสมควรครับ อย่าด่วนรับขันธ์ทั้งๆที่ท่านยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ

ข. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติและมีนิมิตกับองค์เทพ มาบ้างพอสมควร
ค. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรตรวจกรรมลิขิต หากท่านไม่ติดค้างการทำแท้ง เนรคุณ จึงสมควรรับขันธ์ครูได้ครับ
ง. มีโอกาสควรอาบน้ำมนต์ให้ครบสามครั้งในเวลาสามเดือนครับ
จ. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรมั่นใจว่าสามารถดูแลขันธ์ของตนเองได้ 
ฉ. ท่านควรมีศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัยครับ 

**************************************************** 

๔.ท่านมีองค์เทพชัดเจนแลแบบปฏิบัติ แสดง ว่า เป็นการมีองค์เทพในแบบที่เจ้าตัวจะมีอาการต่างๆเช่น จะเกิดอาการขนลุกหรืออาการแปลกๆเหมือนจะอาเจียน และอาการประหลาดอื่นๆ จนตัวเจ้าของเองก็แปลกใจ... อาจมีมาแต่ตอนเด็กหรือมาเป็น ตอนมีอายุมากขึ้นและจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆจนบางท่านหนักบ่า หนักต้นคอมีอาการครั่นเนื้อตัว ยามได้อาบน้ำมนต์ บางท่านจะมีอาการเหมือนองค์ลงหรืออื่นๆ บางชะตาฟ้าลิขิตให้ต้องรับขันธ์หรืออาจมีอานิสงน์ สามารถเปิดเป็นตำหนักช่วยคนในเวลาต่อมา.....ในกรณีนี้ อาจมีวิญญาณบรรพบุรุษหรือเทวดามารักษา ก็ขึ้นอยู่กับกรรมดีในอดีตชาติส่งผลมาครับ ข้อควระวัง หากเป็นการมีวิญญาณติดตาม แลเป็นสัมภเวสี อาจมีการตัดสินใจเรื่องมีองค์เทพแลให้ท่านรับขันธ์ กรณีนี้ผู้รับคำทำนายจึงควรไตร่ตรองเพราะทางเวบได้เตือนไว้แล้วว่า ให้การรับขันธ์เป็นทางเลือกสุดท้าย โดยที่แยกแยะจนชัดเจนก่อนจึงจะไม่เกิดปัญหาภายหน้า วิเคราะห์ได้ดังนี้ครับ
ก. ท่านยังไม่สมควรรับขันธ์ ให้ศึกษาบทความในเวบนี้ จะเข้าใจอะไรได้พอสมควรครับ
ข. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติและมีนิมิตกับองค์เทพ มาบ้างพอสมควร
ค. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรตรวจกรรมลิขิต หากท่านไม่ติดค้างการทำแท้ง เนรคุณ จึงสมควรรับขันธ์ครูได้ครับ
ง. มีโอกาสควรอาบน้ำมนต์ให้ครบสามครั้งในเวลาสามเดือนครับ
จ. ผู้ที่จะรับขันธ์ครู ควรมั่นใจว่าสามารถดูแลขันธ์ของตนเองได้ 
ฉ. ท่านควรมีศรัทธา เชื่อมั่น ไม่สงสัยครับ

๕.การมีองค์เทพแบบกึ่งอวตาร(ลักษณะพิเศษ)สำหรับท่านที่ มีลักษณะเช่นนี้ จะพบเห็นได้จากการผูกดวงชะตาในระดับลึกมีการทำมุมกันในชะตาขั้นอุกฤต บางท่านจะชอบเจริญกรรมฐาน บางท่านจะไม่ชอบเลยลักษณะการดำเนินไปจะแยกเป็น ๒ทาง 

๕.๑มีคุณสมบัติของคนมีองค์เทพแบบปฏิบัติรวมอยู่ด้วย  มี พลังบารมีที่ หากผู้มีองค์เทพและปฏิบัติมาดียามเมื่อเข้าใกล้พลังแห่งบารมีจะสามารถสัมผัส ได้ แลท่านนั้นยามปกติ จะดูเหมือนเม่อลอยหรือไม่เป็นตัวของตัวเองเต็มที่นัก...ลักษณะเช่นนี้ หมอยาพบเห็นได้จากเจ้าตำหนักหรือพระบางท่านจะมีลูกศิษย์ลูกหาเลื่อมใส ถวายตัวเป็นศิษย์รับขันธ์ บางตำหนักบางแห่งมีลูกศิษย์นับพันครับ ไหว้ครูได้ยิ่งใหญ่อลังการครับ

๕.๒มีคุณสมบัติของคนมีองค์เทพชัดเจน นับ ว่า เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติแบบผู้มีองค์เทพอยู่แล้ว บางท่านสับสนหาจุดยืนมิได้ ด้วยอิทธิพลของดวงดาวบังคับ เป็นผู้ที่หาอาจารย์ของตนเองได้ยากครับ เป็นผู้คงแก่เรียนหรือชอบศึกษาหรือเสาะแสวงหาหรือชอบลองของ เพื่อหวังว่าวันหนึ่งจะพบผู้ที่สมควรแก่การมอบตัวเป็นศิษย์ หากพบเมื่อใดทางสายเทพของเขาผู้นั้นจึงสมบูรณ์  สำหรับท่านที่เข้าข่ายกฏข้อนี้ ส่วนมากเป็นชะตาสวรรค์กำหนดมักเป็นมากกว่าร่างทรงทั่วๆไปครับ

**************************** 

๖.การมีองค์เทพแบบอวตาร(ลักษณะพิเศษ) เป็น ผู้ที่มีองค์เทพสถิตย์อยู่เหนือเกล้า (องค์เทพท่านจะคงอยู่ในใจของเขาผู้นั้นเพราะเขาผู้นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วย ศรัทธาอยู่แล้ว) เป็นผู้มีบุญเก่าหรือสั่งสมอภิญญามา มักไม่เข้ามาเกี่ยวกับการเปิดตำหนักแต่กลับไปเจริญสายกรรมฐาน วิปัสสนา บางท่านก็บวชเป็นพระเดินทางสายพุทธตามรอยพระพุทธองค์ จึงเห็นได้ว่าทางสายเทพมิได้แยกออกจากทางสายพุทธเลยสามารถปฏิบัติไปได้พร้อมๆกันครับสรุปในรูปแบบการตอบทั้ง๖ข้อ คงทำความเข้าใจให้ท่านได้ในระดับหนึ่ง สำหรับข้อ๒-๕ ทุกท่านสามารถ เปิดเป็นเจ้าตำหนักได้ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับรายละเอียดปลีกย่อยในเนื้อดวงประการสำคัญประการหนึ่ง เท่าที่พบมามีครับบางตำหนักที่หมอยา เองก็ยังยอมรับในองค์เทพเทวาของเจ้าตำหนักผู้นั้นครับว่าเปี่ยมด้วยเมตา หรือมีบารมีสูง หรือมีทั้งเมตตาบารมีครับแผ่นดินนี้กว้างใหญ่ เรื่องร่างทรงที่มีบารมีย่อมมีแน่นอนครับสุดท้ายนี้ แม้ท่านทั้งหลายที่มีร่างทรงองค์เทพ อย่างไรเสียเราก็เป็นพุทศาสนิกชน การทำบุญไหว้พระ การทำนุบำรุงศาสนาสวด มนต์ และถือศีลห้า ให้บกพร่องน้อยที่สุด จึงนับว่าประเสริฐแล ทุกอย่างที่ทำเพื่อความสบายใจแลเป็นสิริมงคล อย่าได้หลงในอิทธิฤทธิ์ จงกระทำโดยใจศรัทธาเป็นหลัก.....เรื่องที่นำเสนอในบทความนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โบราณว่าไว้ ฟังหูไว้หู ไม่เชื่อก็ขออย่าถือโทษโกรธเคืองตำหนิติเตียน..ให้เป็นที่เสียน้ำใจกันครับ.......

บุญรักษาครับ หมอยา

 


# 1
By หมอยา
On 2017-07-24 20:10:22

ฮินดู เป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ในตอนแรกเริ่มเรียกตัวเองว่า ”พราหมณ์” ต่อมาศาสนาได้เสื่อมความนิยมลงระยะหนึ่ง ต่อ มาได้มีการชำระความ หลักธรรมและข้อขัดแย้ง จนในที่สุด ได้มีการยกเลิกศาสนา"พราหมณ์" สรุปออกมาเป็นศาสนาในการเรียกขานทั่วไปว่า "ศาสนาฮินดู" ครับ มีประวัติความเป็นมา มากกว่า 3000 ปี ดังนั้นจึงพบว่า ศาสนาพุทธเกิดในช่วงหลังศาสนาฮินดูก็ว่าได้ครับ ชาวฮินดูเชื่อว่า คัมภีร์พระเวทย์ นั้นได้สืบทอดทางพระฤาษีซึ่งรับการถ่ายทอดโดยตรงมาจากพระเจ้าหรือเทพเจ้า ครับ ในที่นี้ มี4พระเวทย์

1. ฤคเวท (Rigveda) เป็นคัมภีร์ที่เกี่ยวเนื่องกับบทสวดต่างๆ เพื่อสรรเสริญพระเจ้า ฤทธิ์เทวะและธรรมชาติ กล่าวถึงการสร้างโลก เป็นคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด มีบทสวดถึง 1,028บท
2. ยชุรเวท (Yajureda) เป็นคัมภีร์ที่เกี่ยวกับบทร้อยกรองบวงสรวงต่างๆ ใช้ในพิธีการบูชายัญที่เรียกว่า ยัญพิธีในทางศาสนา
3. สามเวท (Samveda) เป็นคัมภีร์ที่เกี่ยวกับกลศาสตร์รวมทั้งสังคีต บทสวดมนต์ สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของประชาชนทั่วๆ ไป
4. อาถรรพเวท (Atharvaveda) เป็นคัมภีร์ที่เกี่ยวกับเวทมนต์ คาถาต่างๆ

โดยแบ่งเป็นสองนิกายในศาสนาฮินดูคือ  โศวะนิกาย (นับถือพระศิวะเป็นหลัก)
                                                     ไวศณวะนิกาย (นับถือพระวิษณุเป็นหลัก)
โดยความเชื่อว่า พระเจ้าทั่งสองจะสามารถเชื่อมโยงมายังมนษย์โลกโดยการผ่านทาง 
       พระพรหมา โดยการสร้าง   พระวิษณุ โดยการปกป้องรักษา พระศิวะ โดยการทำลายล้าง
ลักษณะของการปฏิบัตินั้น เน้นเรื่องพิธีกรรมต่างๆ เครื่องสังเวย บวงสรวง
.....................................................................................


บทความแนะนำ

รวมบทความ

แปลภาษา
ติดตามข่าวสาร
ติดตามข่าวสารที่ทวิสเตอร์  Page Ranking Tool